159,991 Works

Effect of genetic and non-genetic factors on morphometric traits of buffaloes

Shashi Shankar, Dhirendra Kumar & K.G. Mandal
3, 33, Buffalo Bulletin

ครูได้ประโยชน์มากมายจากหนังสือสอนนอกกรอบ: ยุทธวิธีจับใจศิษย์

วิรัตน์ ธรรมาภรณ์
1, 8, วารสารเทคโนโลยีภาคใต้

ประสิทธิภาพการบริหารต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในเขตกรุงเทพมหานคร

เขมมารี รักษ์ชูชีพ & จิตรลดา ตรีสาคร
2, 7, วารสารปัญญาภิวัฒน์

การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียนมัธยมศึกษา: การทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดตามตัวแปรสังกัด

เมทินี ยอดเสาวดี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียนมัธยมศึกษาระหว่างสังกัดของโรงเรียนที่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 1,333 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพัฒนากรอบแนวคิดในการวิจัย และแบบสอบถามคุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติเชิงอ้างอิง ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างกลุ่มพหุ โดยใช้โปรแกรม LISRELผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านความรู้ความสามารถ และองค์ประกอบด้านลักษณะนิสัยที่เอื้อต่อการวิจัย องค์ประกอบด้านความรู้ความสามารถ มีตัวบ่งชี้ทั้งหมด 4 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความรู้ความสามารถด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความมีวิจารณญาณ องค์ประกอบด้านลักษณะนิสัยที่เอื้อต่อการวิจัย มีตัวบ่งชี้ทั้งหมด 8 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความรับผิดชอบ ความอดทน ความสุขในการค้นพบสิ่งใหม่ การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น มนุษยสัมพันธ์ การตัดสินใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความซื่อสัตย์ 2. โมเดลตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักเรียนมัธยมศึกษามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า X² = 4.388, df = 17, p =...

กรอบแนวคิดการวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการของระบบขนส่งทางรางในเขตเมือง

เกริกฤทธิ์ ศรีรุ่งวิกรัย
เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยในบ่งชี้คุณภาพการให้บริการของระบบขนส่งทางรางก็คือการประเมินการบริการของระบบผ่านมุมมองของผู้ใช้บริการ หรือการวัดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ การวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประเด็น คือ เพื่อพัฒนาการให้บริการให้สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้บริการ และให้ตรงตามความต้องการเพื่อดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ งานวิจัยนี้จึงเสนอกรอบแนวคิดการวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการของระบบขนส่งทางรางในเขตเมือง ประกอบด้วย การระบุการให้บริการของระบบ การศึกษาลักษณะของกลุ่มผู้ใช้บริการ การทราบถึงความคาดหวังของผู้ใช้บริการ และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการงานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการของรถไฟฟ้าในเขตเมืองกับระบบขนส่งรถไฟฟ้ามหานคร ซึ่งเป็นระบบขนส่งทางรางที่ให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสำรวจผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานครด้วยแบบสอบถาม 661 ตัวอย่าง ประกอบด้วย ความพึงพอใจต่อการบริการ 31 ด้าน และทัศนคติต่อการเดินทาง และการใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร 38 ด้าน ที่จะสะท้อนถึงความต้องการในการเดินทาง ผลการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยวิธีการวิเคราะห์ปัจจัย การวิเคราะห์แบ่งกลุ่ม และแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง พบว่ากลุ่มผู้ใช้บริการสามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มประกอบด้วย 1) ผู้ใช้บริการสม่ำเสมอซึ่งจะให้ความคาดหวังทางด้านราคาค่าโดยสารมากที่สุด 2) ผู้ใช้บริการที่เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งจะให้ความคาดหวังทางด้านความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางมากที่สุด 3) ผู้ใช้บริการที่เต็มใจเลือกใช้บริการจะให้ความคาดหวังในด้านราคาและรูปแบบของค่าโดยสารมากที่สุด และ 4) ผู้ใช้บริการที่ต้องวิเคราะห์ทางเลือกจะให้ความคาดหวังทางด้านการให้บริการและการให้ข้อมูลมากที่สุด จากผลการศึกษาผู้วิจัยได้เสนอแนะแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงมีการสรุปผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้บริการเมื่อทำการปรับปรุงการให้บริการต่างๆ

รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ปทุมพร เปียถนอม
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของลักษณะภาวะผู้นำเชิงบูรณาการสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 3) พัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ประชากร คือ อาจารย์ประจำและผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประเภทมหาวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีลักษณะภาวะผู้นำเชิงบูรณาการในสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และมีลักษณะภาวะผู้นำเชิงบูรณาการในสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ คิดเป็นร้อยละ 31.12n520 2. สภาพปัจจุบันของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พบว่า การฝึกอบรมเชิงรุก การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง การสร้างกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลง การออกแบบกระบวนการสร้างจิตสำนึก การสนับสนุนกระบวนการสร้างจิตสำนึก อยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พบว่า การฝึกอบรมเชิงรุก การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง การสร้างกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลง การออกแบบกระบวนการสร้างจิตสำนึก การสนับสนุนกระบวนการสร้างจิตสำนึก อยู่ในระดับมาก และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความต้องการพัฒนาภาวะผู้นำโดยวิธีการ การฝึกอบรมเชิงรุก มากเป็นอันดับที่ 1 มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา คิดเป็นร้อยละ 47.84 3. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการสำหรับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน คือ รูปแบบการฝึกอบรมเชิงรุกเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ (Breakthrough Training Model for Integrative Leadership Development: BTMILD) ที่เน้นการเปลี่ยนความตั้งใจหรือหลักคิด (Mindset) โดยการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential) และการจัดการตนเอง (Self Management) เพื่อการเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคล โดยรูปแบบดังกล่าวได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก

ความชุกของการติดเชื้อคลามิเดียนิวโมนิอิและมัยโคพลาสมานิวโมนิอิในผู้ใหญ่ที่มีอาการไอเรื้อรัง

พรวิมล ลี้ทอง
ที่มา : ภาวะปอดอักเสบพบเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้เกิดภาวะพิการและเสียชีวิต ได้ทั่วโลก โดยสาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากเชื้อ M. pneumoniae และเชื้อ C. pneumoniae โดยมักมีอาการและอาการแสดงที่ไม่จำเพาะ อาจพบเพียงอาการไอเรื้อรัง ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาถึงความชุกในการติดเชื้อทั้งสองชนิดนี้ในผู้ใหญ่ที่มีอาการไอเรื้อรัง ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการติดเชื้อทั้งสองชนิดในผู้ใหญ่ที่มีอาการไอเรื้อรังวิธีการศึกษา : ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ที่มีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ ที่มารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รับการทำ nasopharyngeal swab เพื่อส่งตรวจด้วยวิธีทางชีวโมเลกุล (PCR) และตรวจเลือดเพื่อส่งตรวจวิธีทางซีโรโลยีเพื่อหาเชื้อ C. pneumoniae และ M. pneumoniae รวมทั้งการเก็บข้อมูลทั่วไปผลการศึกษา : ทำการศึกษาในช่วงเดือน มิถุนายน 2554 ถึง กุมภาพันธ์ 2555 มีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 100 คน พบว่าผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษามีอายุเฉลี่ย 58.26±15.95 ปี (28-87 ปี) มีระยะเวลาของการไอเฉลี่ย 30.78±23.99 วัน (14-120 วัน) โดยมีผู้ป่วย 6 รายและ 4 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ C. pneumoniae และ M. pneumoniae ตามลำดับจากวิธีการตรวจทางชีวโมเลกุลและวิธีทางซีโรโลยี โดยมีอัตราความชุกอยู่ที่ร้อยละ 6 และร้อยละ 4 ตามลำดับสรุปผลการศึกษา : ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีอาการไอเรื้อรังในประเทศไทยมีโอกาสติดเชื้อ C. pneumoniae...

ภาษีสวัสดิการสังคม : ศึกษาเปรียบเทียบการจัดเก็บภาษีเงินได้เพื่อสวัสดิการสังคมด้านการประกันสุขภาพระหว่างประเทศไทย ประเทศแคนาดา และประเทศสหรัฐอเมริกา

บรรพต ธนานุวัฒน์
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาที่สำคัญสองประการ คือ ประการแรก เพื่อศึกษาถึงลักษณะและรูปแบบของการจัดสวัสดิการสังคมโดยเน้นในเรื่องสวัสดิการด้านการประกันสุขภาพที่จัดให้มีโดยรัฐ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ในแง่แนวคิด วิวัฒนาการ และโครงสร้าง โดยจะมุ่งศึกษาถึงลักษณะของการจัดเก็บเงินหรือภาษีอากรเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการการจัดสวัสดิการ หรือที่เรียกว่า "ภาษีสวัสดิการสังคม" เป็นหลัก และประการที่สอง ศึกษาลักษณะโครงสร้างของภาษีสวัสดิการสังคมที่มีการจัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน และเปรียบเทียบการจัดเก็บภาษีสวัสดิการสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดเก็บเงินสมทบตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กับภาษีสวัสดิการสังคมที่มีการจัดเก็บอยู่ในประเทศแคนาดา และประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัญหาและนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากการศึกษา พบว่าการจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 นั้นขาดความเป็นธรรมตามหลักทฤษฎีของการจัดเก็บภาษีอากรที่ดี เนื่องจากโครงสร้างการจัดเก็บนั้นมิได้เป็นการแบ่งภาระภาษีตามหลักความสามารถในการเสียภาษี อีกทั้งระบบการจัดเก็บเงินประกันสมทบนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับระบบภาษีสวัสดิการสังคมที่จัดเก็บอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและภาษีสุขภาพของประเทศแคนาดา ดังนั้น จึงควรมีการปรับปรุงระบบและโครงสร้างการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนประกันสังคม แก้ไขโครงสร้างของการจัดเก็บให้มีความเป็นธรรม ทั้งในส่วนของฐานการจัดเก็บ อัตราการจัดเก็บ และการคำนวณเงินสมทบ ในอันที่จะสามารถทำให้ระบบประกันสังคมสามารถระดมทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และให้ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆแก่ประชาชนผู้อยู่ในระบบได้อย่างเต็มที่

การศึกษาการจัดกิจกรรมศิลปะในห้องเรียนคู่ขนานสำหรับ เด็กออทิสติก ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3

วุฒิภา สว่างสุข
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดกิจกรรมศิลปะในห้องเรียนคู่ขนานสำหรับเด็กออทิสติก ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ที่ส่งเสริมการพัฒนาเด็กออทิสติกใน ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา กลุ่มตัวอย่างคือ ครูผู้จัดกิจกรรมศิลปะในห้องเรียนคู่ขนานสำหรับเด็กออทิสติก จำนวน 30 คน ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กออทิสติก จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ครูมีความเห็นด้วยสูงสุดด้านวัตถุประสงค์ ในการจัดกิจกรรมศิลปะ คือ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา,หู,จมูก,ปาก,สัมผัส) ให้ทำหน้าที่สัมพันธ์กัน (x =4.60) ด้านวิธีการคือจัดกิจกรรมโดยให้มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน และสอนจากง่ายไปยาก(x = 4.63) ด้านสื่อและอุปกรณ์คือเลือกที่ดึงดูดความสนใจมีความเหมาะ สมและปลอดภัยกับเด็กและเหมาะสมกับการใช้งานในกิจกรรมแต่ละประเภท (x = 4.56) ด้านการประเมิน ผล ใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมผู้เรียนจากการปฏิบัติกิจกรรม(x =4.43) ผลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญถึงแนวทางการจัดกิจกรรมศิลปะ พบว่ากิจกรรมศิลปะที่ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านร่างกาย 1)วัตถุประสงค์เพื่อการประสานกันของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและควบคุมการเคลื่อนไหว 2)วิธีการจัดกิจกรรมศิลปะที่หลากหลายเน้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย ด้านอารมณ์ 1)วัตถุประสงค์เพื่อควบคุมและลดการแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ 2)วิธีการให้เลือกทำในสิ่งที่ชอบให้อิสระในการทำงาน ด้านสังคม 1)วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรม และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นมากขึ้น 2)วิธีการเน้นการจัดกิจกรรมกลุ่ม ด้านสติปัญญา 1)วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ 2)วิธีการ บูรณาการกิจกรรมศิลปะเข้ากับวิชาการอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกัน ในการพัฒนาการทุกด้าน ในเรื่องสื่อและอุปกรณ์ควรดึงดูดความสนใจ...

ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการบรรเลงระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ตามแนวคิดของคาร์ล ออร์ฟ ต่อทักษะการบรรเลงรายบุคคลและการบรรเลงเป็นกลุ่มของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2

กีฏะ เพิ่มพูล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการบรรเลงระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่โดยประยุกต์ใช้กิจกรรมดนตรีสำหรับเด็กตามแนวคิดของคาร์ล ออร์ฟ และศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการบรรเลงรายบุคคลและการบรรเลงเป็นกลุ่มรวมทั้งความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ระดับประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม จำนวน 4 ห้อง (148 คน) โดยสุ่มให้มีกลุ่มปกติสองห้อง และกลุ่มออร์ฟ สองห้องด้วยวิธีจับฉลาก นักเรียนในกลุ่มปกติเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการบรรเลงระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ตามวิถีไทย ส่วนนักเรียนในกลุ่มออร์ฟเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการบรรเลงระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ตามวิถีไทยที่มีการประยุกต์ใช้แนวคิดของคาร์ล ออร์ฟ มีการประเมินทักษะการบรรเลงรายบุคคลและการบรรเลงเป็นกลุ่มในสัปดาห์ที่ 4, 9, และ 14 ประเมินความพึงพอใจ และทำบันทึกหลังเรียน บันทึกหลังสอน ทุกครั้งที่มีการจัดการเรียนการสอน (10 ครั้ง) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการบรรเลงระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ตามวิถีไทยและแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการบรรเลงระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ตามวิถีไทยที่มีการประยุกต์ใช้แนวคิดของคาร์ล ออร์ฟ ได้รับการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 ท่าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.328 จากระดับ 1-5 (M = 4.328, SD = 0.235) 2. นักเรียนกลุ่มออร์ฟมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการบรรเลงรายบุคคล (M = 2.599, SD = 0.478) สูงกว่านักเรียนกลุ่มปกติซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย (M = 2.565, SD = 0.612) และนักเรียนกลุ่มออร์ฟมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการบรรเลงเป็นกลุ่ม (M = 2.328, SD = 0.419) สูงกว่านักเรียนกลุ่มปกติซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย (M = 2.237, SD =...

การพัฒนากลยุทธ์การบริหารคุณภาพการศึกษาตามเกณฑ์คุณภาพ การศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่จัดหลักสูตรสาขาดนตรี และนาฏศิลป์ไทย

วาสนา บุญญาพิทักษ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของคุณภาพการศึกษาสถานศึกษาระดับอุดมศึกษากลุ่มสาขาดนตรีและนาฏศิลป์ไทยตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา เพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ ( 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (best practice)ในการบริหารคุณภาพการศึกษาสถานศึกษาระดับอุดมศึกษากลุ่มสาขาดนตรีและนาฏศิลป์ไทยตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา เพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารคุณภาพการศึกษาสถานศึกษาระดับ อุดมศึกษากลุ่มสาขาดนตรีแลนาฏศิลป์ไทยตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ ผลการวิจัย พบว่า ด้านการบริหารคุณภาพการศึกษาส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวประกันคุณภาพการศึกษา ส่วนด้านแนวปฏิบัติที่ดี จำแนกได้ 2 กลุ่ม คือแนวปฏิบัติที่ดีเฉพาะศาสตร์ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาและแนวปฏิบัติที่ดีตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ และด้านการพัฒนากลยุทธ์ กำหนดกลยุทธ์ได้ ดังนี้ 1) ความเป็นผู้นำมืออาชีพ สามารถพัฒนาศาสตร์ด้านดนตรี นาฏศิลป์ไทยทั้งระบบรวมถึงพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อคุณภาพการเรียนรู้ด้านดนตรี นาฏศิลป์ไทย 2) มีแผนพัฒนาการบริหารจัดการกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศการเตรียมเป็นประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกที่มีคุณภาพ 3)สร้างทางเลือกทางการศึกษาด้านดนตรีและนาฏศิลป์ไทยที่หลากหลาย พัฒนารูปแบบบริการวิชาการให้เหมาะสมกับท้องถิ่นรวมถึงส่งเสริมการมีงานทำ 4) ขับเคลื่อนการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้จัดระบบสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร 5) การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาด้านผู้สอนสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศองค์การที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานเพื่อสร้างความภักดีต่อองค์การและ 6) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาด้านดนตรีนาฏศิลป์ไทยสู่ความเป็นเลิศ

การพัฒนาเทคนิคการประเมินคุณภาพเชิงทัศน์สำหรับพื้นที่บริการการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ

นทพร เกตุวัฒนาธร
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาปัญหาและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นของอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ภายใต้กรอบของการประเมินเชิงทัศน์ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพเชิงทัศน์ และสรุปวิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อเป็นต้นแบบของเทคนิคในการประเมินคุณภาพเชิงทัศน์ สำหรับใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ขั้นตอนการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) เลือกอุทยานฯที่มีความเหมาะสม กำหนดตำแหน่งมุมมองสำคัญของพื้นที่แต่ละส่วน (2) วิเคราะห์และประเมินผลกระทบเชิงทัศน์ในแต่ละมุมมองด้วยการสรุปองค์ประกอบและลักษณะผลกระทบเชิงทัศน์ที่เกิดขึ้น (3) การสร้างแนวทางเลือก ภาพภูมิทัศน์จำลองและทำแบบสอบถาม นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ สรุปความคิดเห็นจากแบบสอบถาม และกำหนดแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพเชิงทัศน์บริเวณมุมมองสำคัญของอุทยานแห่งชาติเอราวัณ (4) สรุปแนวทางการใช้เครื่องมือในการประเมินคุณภาพเชิงทัศน์สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางนำไปปรับใช้กับอุทยานฯอื่นๆต่อไป ผลการศึกษาพื้นที่ทั้ง 7 โซนในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ พบว่าองค์ประกอบที่สร้างผลกระทบเชิงทัศน์มี 5 กลุ่ม ตามลักษณะทางกายภาพ การใช้งาน และความเป็นไปได้ในการลดผลกระทบ ได้แก่ (1) อาคารและสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ (2) ป้ายประเภทต่างๆ (3) ส่วนประกอบบริเวณอื่นๆ (4) พื้นที่กิจกรรม (5) พืชพันธุ์ต่างๆ โดยมีแนวทางการลดผลกระทบ 4 วิธี ได้แก่ การเอาออก การย้ายตำแหน่ง การออกแบบใหม่ และการใช้พืชพันธุ์ปิดบัง ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการปรับปรุงอาคารและสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ด้วยการปรับเปลี่ยนสีและลดความสูง กลุ่มป้ายและส่วนประกอบอื่นๆใช้การย้ายตำแหน่งและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การดูแลพื้นที่กิจกรรมให้มีความเป็นธรรมชาติ และเลือกใช้พืชพันธุ์ในพื้นที่แทนการใช้พืชพันธุ์ต่างถิ่นและการจัดสวนหย่อม ซึ่งนำไปสู่การกำหนดแนวทางการปรับปรุงคุณภาพเชิงทัศน์สำหรับอุทยานแห่งชาติเอราวัณที่เหมาะสมและยอมรับได้ และพัฒนาขั้นตอนและวิธีการดำเนินการให้เป็นเครื่องมือสำหรับหน่วยงานต่างๆ นำไปปรับใช้กับการประเมินคุณภาพเชิงทัศน์และการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอื่นๆ ตามความเหมาะสมต่อไป

การศึกษาผลของการพาความร้อนต่อการก่อตัวของน้ำแข็งด้วยระเบียบวิธีเชิงตัวเลข

เทิดธรรม อนันตเศรษฐ
วิทยานิพนธ์นี้เสนอการศึกษาผลของการพาความร้อนต่อการก่อตัวของน้ำแข็ง ด้วยระเบียบวิธีเชิงตัวเลข โดยการใช้โปรแกรม FLUENT ซึ่งเป็นโปรแกรมเชิงพาณิชย์ในการจำลองแบบ องค์ประกอบหลักของวิทยานิพนธ์นี้แบ่งเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกกล่าวถึงความเป็นมา ความสำคัญของหัวข้อวิจัย การรวบรวมและสรุปเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร ส่วนที่สองอธิบายถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและการใช้โปรแกรม โดยโปรแกรม FLUENT ใช้สมการพื้นฐานทางพลศาสตร์ของไหลเป็นสมการครอบคลุม และใช้ระเบียบวิธีไฟไนท์วอลุมในการหาคำตอบ ใช้ enthalpy – porosity method ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนสถานะ, pressure - based solver ในการแก้ปัญหา, power-law scheme ในการประมาณค่าระหว่างจุดต่อ, first order implicit scheme ในการแบ่งย่อยเชิงเวลา และวิธี green – gauss cell based ในการประมาณค่าความชัน ส่วนสุดท้ายเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของโปรแกรม สำหรับปัญหาการก่อตัวของน้ำแข็งกรณีไม่มีการพาความร้อน พบว่าผลที่ได้มีแนวโน้มใกล้เคียงผลเฉลยแม่นตรง และผลที่ได้จากงานวิจัยในอดีต โดยมีความคลาดเคลื่อนมากในบริเวณใกล้ขอบ และบริเวณเส้นแบ่งสถานะ เนื่องจากความชันของกากระจายตัวของอุณหภูมิที่มีค่ามากและการคำนวณความร้อนแฝง และสำหรับปัญหาการก่อตัวของน้ำแข็งกรณีมีการพาความร้อน พบว่าโปรแกรม FLUENT มีข้อจำกัดในการจำลองแบบคือมี mushy zone ปรากฏขึ้น แม้ว่าการเปลี่ยนสถานะของน้ำเป็นการเปลี่ยนสถานะแบบแบ่งชัดเจน

การศึกษาแนวทางการประเมินการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะวิดีโออาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี

อรุณโรจน์ เกียรติจินดารัตน์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการประเมินการสร้างสรรค์ศิลปะวิดีโออาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี ในด้านเนื้อหาและบริบทของวิดีโออาร์ต ด้านการประเมินผลงานศิลปะวิดีโออาร์ต ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านการประเมินการสร้างสรรค์ของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะวิดีโออาร์ต จำนวน 15 ท่าน อาจารย์ผู้สอนรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวิดีโออาร์ต จำนวน 10 ท่าน และนักศึกษาที่กำลังศึกษา หรือผ่านการศึกษาในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวิดีโออาร์ต จำนวน 30 คน จากสถาบันอุดมศึกษา 5 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามโดยการหาค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แบบสัมภาษณ์วิเคราะห์โดยการหาค่าความถี่ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การประเมินการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะวิดีโออาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน 1) การประเมินผลงาน ซึ่งประกอบด้วยด้านทักษะพิสัยและพุทธิพิสัย โดยในด้านทักษะพิสัยจะประเมินจากตัวงาน ประกอบไปด้วย องค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ ความเคลื่อนไหว และเงื่อนไขของเวลา ส่วนด้านพุทธิพิสัยจะประเมินจากเนื้อหา ประกอบด้วย แนวคิดในตัวผลงาน และการเชื่อมโยงด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ ปรัชญา บริบททางวัฒนธรรมและสังคม 2) การประเมินกระบวนการสร้างสรรค์ ควรประเมินทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย คือ ความรู้ด้านองค์ประกอบ วิธีการ และลักษณะผลงานวิดีโออาร์ตของผู้เรียนที่นำมาใช้ในกระบวนการสร้างสรรค์ ด้านจิตพิสัย คือ ความรับผิดชอบและเอาใจใส่ และด้านทักษะพิสัย คือ ทักษะความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะวิดีโออาร์ต ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยได้กล่าวว่า...

การดูดซับน้ำที่ปนในเอทานอลเข้มข้นด้วยผงซิลิกาเจลจากแกลบ

สุชานนท์ ติรพัฒน์กบิล
การสังเคราะห์ผงซิลิกาเจลจากแกลบ โดยการแช่กรดไฮโดรคลอริกและผ่านการเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ผงซิลิกาเจลที่สังเคราะห์จากแกลบถูกนำมาใช้ในการดูดซับน้ำในเอทานอลเข้มข้นเริ่มต้น 92.8 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักที่อุณหภูมิบรรยากาศ ได้ศึกษาสมดุลดูดซับ รวมไปถึงการดูดซับของน้ำในเอทานอลเข้มข้น นอกจากนี้ ประสิทธิภาพปรับคืนสภาพของการของผงซิลิกาเจลสังเคราะห์จากแกลบสามารถทำได้ โดยการดูดซับสามารถเข้าสู่สมดุลในเวลา 60 นาที สามารถแสดงด้วยแบบจำลองสมดุล ดูดซับของเฮนรี่ โดยมีค่าคงที่สมดุลดูดซับของแบบจำลองคือ KH ผงซิลิกาเจลสามารถ นำกลับมาใช้ใหม่ได้จากการผ่านการอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถทำให้ประสิทธิภาพคล้ายคลึงกับตัวดูดซับใหม่ที่สามารถใช้งานมากกว่า 20 รอบการดูดซับ

การอนุรักษ์และพัฒนาภูมิทัศน์โบราณสถานเวียงลอ จังหวัดพะเยา

จักรวิดา จันทนวรางกูร
โบราณสถานเวียงลอเป็นแหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ในจังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ มีแม่น้ำอิงไหลผ่านกลางเมือง ในสมัยล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 20-23) เวียงลอมีความสำคัญในการเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างระหว่างเมืองต่างๆ แต่ในปัจจุบันเวียงลอได้กลายเป็นเมืองร้าง มีเพียงซากโบราณสถาน และแนวคูน้ำ-คันดินปรากฏให้เห็นอยู่ท่ามกลางนาข้าว พื้นที่รกร้าง และชุมชน จะเห็นได้ว่าเวียงลอนั้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม จึงจำเป็นต้องมีการจัดการพื้นที่ในด้านกายภาพ จากการศึกษารวมรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การวิเคราะห์เปรียบเทียบจากภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน, การสำรวจพื้นที่, การสัมภาษณ์คนท้องถิ่น และศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์ พบว่าเวียงลอนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การที่แม่น้ำอิงเปลี่ยนเส้นทางมาไหลผ่านกลางเวียง ส่งผลให้โบราณสถานหลายแห่งในเวียงลอเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม, การกัดเซาะพังทลายของตลิ่งที่ส่งผลให้แนวคูน้ำ-คันดินบางส่วนหายไป, การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่มีการขยายตัวของชุมชนและการรุกล้ำของพื้นที่นาข้าว ส่งผลให้ซากโบราณสถานและพื้นที่ธรรมชาติริมน้ำถูกทำลาย แนวคูน้ำ–คันดิน ถูกรุกล้ำเป็นที่อยู่อาศัยและนาข้าว คูน้ำมีสภาพตื้นเขินจากการทับถมของตะกอน หากปล่อยให้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้โบราณสถานเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายลงได้ เนื่องจากเวียงลอนั้นมีคุณค่าจากโบราณสถานและแหล่งที่ตั้ง ดังนั้นจึงต้องทำการศึกษาในระดับภาพรวมของพื้นที่ รวมทั้งเสนอแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิทัศน์ เช่น การอนุรักษ์ฟื้นฟูแนวคูน้ำ-คันดินเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม, การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งในอนาคตหากการขุดค้นโบราณสถานเสร็จสิ้น วิทยานิพนธ์นี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิจัยในรายละเอียดต่อไป

ประสบการณ์ความสะเทือนใจของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551

ภาณิดา บัวเพ็ชร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ความสะเทือนใจของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้สูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียความสมบูรณ์ทางร่างกายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จำนวน 9 ราย (ชาย 6 ราย, หญิง 3 ราย) คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์รายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบทีมผู้วิจัยเห็นชอบร่วมกัน ผลการศึกษาพบ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) แรงจูงใจในการเข้าร่วม การชุมนุม ได้แก่ ความต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องการร่วมแสดงสิทธิ์ทางการเมืองเพื่อพลังมวลชน ต้องการช่วยเหลือผู้ร่วมชุมนุม เป็นห่วงสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนผู้ใกล้ชิด (2) ความเจ็บปวดและบาดแผลทางกายจากประสบการณ์เฉียดตาย ได้แก่ การบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะและความรู้สึกที่มีต่ออาการบาดเจ็บ (3) ความสะเทือนใจจากบาดแผลที่ยังไม่ลบเลือน ประกอบด้วย ความรู้สึกขณะที่เผชิญเหตุการณ์ บาดแผลทางใจภายหลังเหตุการณ์ (4) วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ได้แก่ การมีข้อจำกัดทางร่างกายส่งผลต่อการใช้ชีวิต ประจำวัน การประกอบอาชีพ การเรียน ความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ด้านสังคมความสัมพันธ์กับผู้อื่น (5) การเติบโตภายหลังประสบเหตุ ได้แก่ มิตรภาพ ความอบอุ่น ความห่วงใยกำลังใจ การเห็นคุณค่าในการกระทำของตน ศาสนารักษาใจ การตระหนักในด้านดีของชีวิต ความเข้มแข็งด้วยใจตน ข้อค้นพบจากผลการวิจัยนี้ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประสบการณ์ ความสะเทือนใจของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นการเติบโตภายหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าว

การศึกษาสถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอดทรงมณฑป - บุษบก

ณัฐกฤต สุนทรีรัตน์
สถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอดทรงมณฑป-บุษบก มีความสำคัญต่อการศึกษาอยู่ 3 ประการ ได้แก่ประการที่หนึ่ง คือ การเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่ฐานานุศักดิ์ที่สูงที่สุด พบในอาคารประเภท ปราสาทราชมณเฑียร อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ หรือในรูปแบบของพระมณฑป ซึ่งเป็นเป็นอาคารในสถาบันสำคัญทางศาสนา ตลอดจนการใช้สอยในงานครุภัณฑ์ที่มีความสำคัญ ได้แก่ บุษบกพระที่นั่ง บุษบกประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นต้น ประการที่สองคือ การเป็นพัฒนาการสูงสุดของสถาปัตยกรรมไทยเครื่องไม้ แสดงออกถึงความเป็นเลิศทางฝีมือในเชิงการช่าง ทั้งรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์และรูปแบบของอาคารด้านการประดับตกแต่ง รวมไปถึงระบบสัญลักษณ์ ความเชื่อซึ่งสัมพันธ์กับระบบเทวราชา และประการที่สามคือ ฉันทลักษณ์ของสถาปัตยกรรม คือ รูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอดทรงมณฑป-บุษบก มีรูปแบบเป็นจารีตแบบแผน แม้ว่าจะปรากฏในการใช้สอยในลักษณะอื่นใด ก็มีรูปแบบที่สอดคล้องกันทั้งสิ้น ตลอดจนการเป็นแม่บทในการพัฒนารูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอด ที่เป็นเครื่องไม้ในลักษณะอื่นๆ อาทิ การนำรูปแบบของเครื่องยอดทรงปรางค์ หรือ เครื่องยอดทรงมงกุฎ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมประเภทเครื่องก่อ มาปรับเข้าสู่งานโครงสร้างไม้ เช่น งานพระเมรุต่างๆ โดยการนำรูปแบบ และองค์ประกอบของเครื่องยอดทรงมณฑป-บุษบก เป็นแม่บทในการพัฒนารูปแบบทั้งสิ้น จากความสำคัญดังกล่าว จึงเป็นที่มาการศึกษาสถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอดทรงมณฑป - บุษบก เพื่อให้ทราบถึง รูปแบบ ฉันทลักษณ์ และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกต้องตามลักษณะจารีตประเพณี ตลอดจน เป็นการศึกษาถึงที่มา พัฒนาการและปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบ รวมไปถึงการแสดงตัวอย่างการอาคารที่มีแนวความคิด สัดส่วน และประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกันออกไป โดยได้ทำการศึกษารวบรวมผลงานที่มีความน่าสนใจ โดยมุ่งเน้น ไปที่รูปแบบงานช่างหลวง ซึ่งเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมไทยในปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นความรู้ และแนวทางในการอนุรักษ์ รวมไปถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอดทรงมณฑป - บุษบก ที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

ความเครียดในการปฏิบัติงานของพนักงานกลุ่มสนับสนุนบริการ ทั่วไป โรงพยาบาลสมิติเวช ในเขตกรุงเทพมหานคร

กิติมา ศิริไชย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดจุดเวลาหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานของพนักงานกลุ่มสนับสนุนบริการทั่วไป โรงพยาบาลสมิติเวช ในเขตกรุงเทพมหานครจาก พนักงานกลุ่มสนับสนุนบริการทั่วไป โรงพยาบาลสมิติเวช ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 323 คน ในปี 2011 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลจำนวน 10 ข้อ แบบประเมินความเครียดด้วยตัวเองสวนปรุง 20 ข้อ แบบสอบถามด้านปัจจัยทางสังคมและครอบครัว 25 ข้อ และ แบบสอบถามปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดจากการทำงาน 46ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา ค่าสถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์ t-test, F-test และค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่าความเครียดในการปฏิบัติงานของพนักงานกลุ่มสนับสนุนบริการทั่วไป เครือโรงพยาบาลสมิติเวช ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบวัดความเครียดสวนปรุง ชุด 20 ข้อ ระดับความเครียดสวนปรุงของพนักงานฯ ที่มีอาการ พฤติกรรม หรือความรู้สึกในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมาโดยภาพรวมระดับความเครียดสวนปรุงของพนักงานพบว่าพนักงานส่วนมากมีระดับความเครียดอยู่ในระดับสูง พนักงานที่มีระดับความเครียดสูงคิดเป็นร้อยละ 35.91 รองลงมาคือ พนักงานมีระดับความเครียดปานกลางร้อยละ 30.34 พนักงานมีระดับความเครียดรุนแรง ร้อยละ 19.20 และพนักงานมีระดับความเครียดน้อย ร้อยละ 14.55 จะเห็นได้ว่าค่าของคะแนนเฉลี่ยความเครียดเท่ากับ 44.15 ส่วนปัจจัยทางด้านครอบครัวและสังคม ซึ่งได้แก่ ด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้านการได้รับความช่วยเหลือและแนะนำ ด้านการมีโอกาสได้อบรมเลี้ยงดูผู้อื่น ด้านส่งเสริมให้รู้ถึงคุณค่าของตนเอง มีความสัมพันธ์กันกับความเครียด และปัจจัยแวดล้อม...

ผลของการไถกลบหญ้าแฝกและระดับน้ำในนาข้าวต่อสมบัติของดินและการปลดปล่อยก๊าซมีเทน

อรรถพล โสภาพงศ์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการปรับปรุงดินด้วยการไถกลบหญ้าแฝก และระดับน้ำในนาข้าวต่อสมบัติของดินและการปลดปล่อยก๊าซมีเทน จากการผลิตข้าวอินทรีย์ในอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 4 แปลง แต่ละแปลงมีพื้นที่ประมาณ 800 ตร.ม. มีปัจจัยที่ทำการวิจัย คือ (1) การปรับปรุงดิน 2 แบบ คือ แปลงที่ผ่านการปรับปรุงดินด้วยหญ้าแฝก (ปลูกหญ้าแฝกในแปลงนา 500 วันแล้วไถกลบ) และแปลงที่ไม่ได้ปรับปรุงดินด้วยหญ้าแฝก (ใช้ทำนา 3 ฤดูกาลเพาะปลูก และภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละครั้งใช้การไถกลบปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด) และ (2) ปัจจัยด้านระดับน้ำที่ท่วมขัง 2 ระดับ คือ 5 และ 10 ซม. ปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ด้วยวิธีหว่านน้ำตม ระยะเวลาการเพาะปลูก 117 วัน เก็บตัวอย่างก๊าซมีเทนด้วยเทคนิค static closed chamber ตามระยะการเจริญเติบโตของข้าว 6 ระยะ คือ ระยะเมล็ดข้าวงอก ระยะต้นกล้า ระยะข้าวแตกกอ ระยะข้าวตั้งท้อง ระยะเมล็ดน้ำนม และระยะเก็บเกี่ยว ผลการศึกษา พบว่า ดินในแปลงที่ปรับปรุงดินด้วยหญ้าแฝกมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (7.38-7.42 และ 6.74-6.82) การนำไฟฟ้า (0.45-0.52 และ 0.19-0.27 dS/m) ศักย์รีดอกซ์ (-106.93 ถึง -110.21 และ -109.29 ถึง -113.38 mV)...

การพัฒนาแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการจัดการเวลาและเทคนิคการจัดการเวลาสำหรับนักเรียน

งามพันธุ์ สัยศรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์สภาพของนักเรียนด้านการจัดการเวลา (2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการจัดการเวลาของนักเรียน (3) เพื่อพัฒนาเทคนิคการจัดการเวลา และ (4) เพื่อประเมินทักษะการจัดการเวลาของนักเรียนหลังการพัฒนาตนเองโดยใช้เทคนิคการจัดการเวลา วิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงบรรยายและการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงบรรยายเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดอ่างทองจำนวน 450 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการทดลองมีจำนวน 72 คน เป็นกลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม ๆ ละ 18 คน และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม จำนวน 18 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามสำหรับวัดสภาพการจัดการเวลาของนักเรียน แบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการจัดการเวลาที่พัฒนาขึ้น การสังเกตและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติภาคบรรยาย และการวิเคราะห์ความแปรปรวน สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ (1) นักเรียนเห็นคุณค่าด้านการจัดการเวลาระดับสูง มีทักษะการจัดการเวลา และประสิทธิผลของการจัดการเวลาปานกลาง ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการทำงานไม่เสร็จตามเวลา (ร้อยละ 81.7) เนื่องจากใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ต (ร้อยละ 53.1) (2) แบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการจัดการเวลาประกอบ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบด้านการวางแผน ด้านการทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด ด้านการจัดการระบบอย่างมีประสิทธิภาพ และด้านกลไกการจัดการเวลา มีข้อรายการให้ประเมินตนเองจำนวน 20 ข้อ รูปแบบการให้คะแนนเป็นแบบรูบริกส์ คุณภาพของเครื่องมือมีค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน 0.702 ความตรงเชิงเนื้อหาและความตรงเชิงโครงสร้าง (3) เทคนิคการจัดการเวลาที่พัฒนาขึ้นมี 3 ประเภท คือ เทคนิคการเตือนความจำหรือกันลืม เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญ และเทคนิคการกำกับติดตามงานที่ต้องทำ (4) ผลการทดลองใช้เทคนิคการจัดการเวลาพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการจัดการเวลาแต่ละประเภทมีทักษะการจัดการเวลาสูงกว่าก่อนทดลอง...

Registration Year

  • 2014
    16,089
  • 2015
    35,389
  • 2016
    32,360
  • 2017
    31,468
  • 2018
    24,386
  • 2019
    20,288

Resource Types

  • Dataset
    141,064
  • Text
    18,927