107,389 Works

บทบาทการสื่อสารคำคมคัตโตะและบ่นบ่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก

ปรียานุช สองศร
งานวิจัยเรื่อง “บทบาทการสื่อสารคำคมคัตโตะและบ่นบ่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษารูปแบบและประเภทของคำคมคัตโตะและบ่นบ่นที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก เพื่อศึกษาการอ่านความหมายและการใช้ประโยชน์จากคำคมคัตโตะและบ่นบ่นที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กของผู้รับสาร และเพื่อศึกษาบทบาทคำคมของคัตโตะและบ่นบ่นที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กรูปแบบของงานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ผู้วิจัยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured Interview) กับผู้ส่งสารและผู้รับสาร รวมถึงการวิเคราะห์เนื้อหา (textual analysis) และถึงศึกษาตำรา งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง (documentary research) กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (non-probability sampling) แบบเจาะจง (purposive sampling) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ นักเรียน นักศึกษา วัยเริ่มทำงาน และวัยทำงาน และสำหรับคำคมได้เก็บข้อมูลคำคมจากเฟซบุ๊กแฟนเพจของคัตโตะและบ่นบ่น จำนวนทั้งสิ้น 116 ชุด ผู้วิจัยใช้แนวคิดการกระทำเชิงการสื่อสาร แนวคิดเรื่องการโน้มเอียงเชิงเวลาและการโน้มเอียงเชิงพื้นที่ ทฤษฎีหน้าที่นิยม และทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจเป็นแนวทางหลักในการศึกษาผลการวิจัยพบว่ารูปแบบของคำคมคัตโตะและบ่นบ่นมีองค์ประกอบโดยรวมเหมือนกันเกือบทุกข้อ คือ พื้นหลัง แบบอักษร สัญลักษณ์ ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ คำคมคัตโตะจะไม่มีภาพประกอบ และการแสดงช่องทางการติดตามเหมือนกับคำคมบ่นบ่น นอกจากนั้นความแตกต่างของทั้ง 2 เพจจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละองค์ประกอบ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนต้องการสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และภูมิหลังด้านอาชีพก็ส่งผลถึงรูปแบบของคำคมด้วย ส่วนประเภทของคำคมคัตโตะและบ่นบ่นที่แบ่งตามการกระทำเชิงภาษาตามทัศนะของฮาเบอร์มาสนั้น พบว่าอยู่ในประเภท avowals มากที่สุด จำนวน 66 ชุด รองลงมาคือประเภท constatives จำนวน 30 ชุด และประเภท regulatives ที่มีชุดคำคมอยู่ในประเภทนี้น้อยที่สุด คือ 20 ชุดด้านการอ่านความหมายคำคมคัตโตะและบ่นบ่นที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กของผู้รับสาร พบว่าส่วนใหญ่มีความคิดเห็นที่เป็นไปในทางเดียวกับผู้เขียน...

ปัจจัยที่มีผลต่อจิตสำนึกสาธารณะในการบริจาคโลหิต

อัญชลี โพธิ์ชัยเลิศ
การวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อจิตสำนึกสาธารณะในการบริจาคโลหิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าปัจจัยใดที่มีผลทำให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารที่มีผลต่อจิตสำนึกสาธารณะในการบริจาคโลหิต รวมถึงปัจจัยด้านอื่นที่จะสามารถกระตุ้นจิตสำนึกธารณะในการบริจาคโลหิตในระดับปัจเจกบุคคลได้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ในรูปแบบวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaires) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่เคยบริจาคโลหิต และไม่เคยบริจาคโลหิต ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อจิตสำนึกสาธารณะในการบริจาคโลหิต เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนที่เคยบริจาคโลหิต และไม่เคยบริจาคโลหิต พบว่า กลุ่มคนที่เคยบริจาคโลหิต ปัจจัยที่มีผล คือ ปัจจัยด้านอายุของกลุ่มที่มีอายุ 17-25 ปี มีจิตสำนึกสาธารณะในมิติด้านการรับรู้มากกว่ากลุ่มอายุอื่น และกลุ่มคนที่ไม่เคยบริจาคโลหิต ปัจจัยที่มีผล คือ ปัจจัยด้านเพศที่เพศชายจะมีจิตสำนึกสาธารณะในมิติด้านความรู้สึก และด้านพฤติกรรมน้อยกว่าเพศหญิง ดังนั้น การออกแบบสารที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ต้องสามารถเข้าถึงกลุ่มเพศชายได้ และปัจจัยด้านอาชีพที่อาชีพข้าราชการจะมีจิตสำนึกสาธารณะในมิติด้านการรับรู้มากกว่าอาชีพอื่น ในขณะที่พนักงานรัฐวิสาหกิจมีจิตสำนึกสาธารณะในมิติด้านความรู้สึก และด้านพฤติกรรมน้อยกว่าอาชีพอื่น ดังนั้น จึงควรขยายพื้นที่ช่องทางในการสื่อสาร ไปยังองค์กรต่างๆ เพื่อให้สื่อของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านการสื่อสารในมิติที่เกี่ยวข้องกับประเภทการเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และองค์กรอื่น พบว่า กลุ่มคนที่เคยบริจาคโลหิตเปิดรับสื่อของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมากกว่าสื่อขององค์กรอื่น เนื่องจากกลุ่มคนที่เคยบริจาคโลหิต เมื่อมาบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ย่อมมีโอกาสพบเห็นสื่อประชาสัมพันธ์ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมากกว่า ในขณะที่กลุ่มคนที่ไม่เคยบริจาคโลหิต เปิดรับสื่อขององค์กรอื่นมากกว่า เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์การบริจาคโลหิต จึงมีโอกาสเห็นสื่อขององค์กรอื่นมากกว่า ดังนั้น ควรเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพื่อให้สื่อประชาสัมพันธ์ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่เคยบริจาคโลหิตด้วย ซึ่งผลการวิจัยพบว่า สื่อที่เข้าถึงกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมากที่สุด คือ สื่อกิจกรรม และสื่อบุคคล ดังนั้น จึงควรใช้สื่อกิจกรรม และสื่อบุคคลเป็นช่องทางในการสื่อสาร เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่งเสริมของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และภาคประชาสังคม พบว่าทั้งกลุ่มผู้ที่เคยบริจาคโลหิต และไม่เคยบริจาคโลหิตต่างก็ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่งเสริมของภาคประชาสังคมมากกว่าปัจจัยส่งเสริมของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โดยปัจจัยส่งเสริมที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ...

การเปิดรับข่าวสาร ความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมที่มีต่อโครงการส่งเสริมสังคม ของผู้นำเยาวชนประเทศอาเซียน และ ญี่ปุ่น ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook)

ศรันถ์ ยี่หลั่นสุวรรณ
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาการเปิดรับข่าวสาร ความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมที่มีต่อโครงการส่งเสริมสังคมของผู้นำเยาวชนประเทศอาเซียน และ ญี่ปุ่น ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook) ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร ความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research Method) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้นำเยาวชนทั้ง 11 ประเทศโดยยึดกลุ่มผู้นำเยาวชนที่ผ่านโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ที่มีอายุ 18-35 ปี จำนวนประเทศละ 30 คน รวมทั้งหมด 330 คน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติที่ใช้ในการทดสอบคือ Independent t-test, One-Way Analysis of Variance ANOVA และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment Correlation Coefficient) ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า ประเทศที่แตกต่างกัน มีการเปิดรับข่าวสารในโครงการส่งเสริมสังคม ของผู้นำเยาวชนประเทศอาเซียน และ ญี่ปุ่น ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook) แตกต่างกัน โดยเฉพาะเยาวชนประเทศฟิลิปปินส์ และลาว มีพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารมากกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งยังพบว่า ความรู้มีความสัมพันธ์กับทัศนคติที่มีต่อโครงการส่งเสริมสังคม ของผู้นำเยาวชนประเทศอาเซียน และ ญี่ปุ่น ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook) (R = .367 P < 0.01)...

ทัศนคติและกระบวนการตอบสนองของเยาวชนต่อรูปแบบการจูงใจในโฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รวิษฎา สังขะวรเมธา
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ทัศนคติและกระบวนการตอบสนองของเยาวชนต่อรูปแบบการจูงใจในโฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีรูปแบบวิธีวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น (Pre-Experiment) แบบการวัดผลเพียงครั้งเดียว (One-shot Case Study) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ (1.) เพื่อศึกษาทัศนคติของเยาวชนที่มีต่อภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้การจูงใจโดยใช้อารมณ์ขัน ความกลัวและดารา (2.) เพื่อศึกษากระบวนการตอบสนองของเยาวชนที่มีต่อภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้การจูงใจโดยใช้อารมณ์ขัน ความกลัวและดารา (3.) เพื่อศึกษาความแตกต่างของภูมิหลังกับทัศนคติที่มีต่อภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้การจูงใจโดยใช้อารมณ์ขัน ความกลัว และดารา (4.) เพื่อศึกษาความแตกต่างของภูมิหลังกับกระบวนการตอบสนองที่มีต่อภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้การจูงใจโดยใช้อารมณ์ขัน ความกลัว และดารา และ (5.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของทัศนคติกับกระบวนการตอบสนองที่มีต่อภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีการจูงใจโดยใช้อารมณ์ขัน ความกลัว และดารา โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ เยาวชนอายุ 14-25 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร จากผลการศึกษา พบว่า ภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนเพศหญิง ร้อยละ 55 (220 คน) และเพศชายร้อยละ 45 (180 คน) ส่วนใหญ่ร้อยละ 31.3 มีอายุระหว่าง 17 – 19 ปี (125 คน) โดยเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ส่วนใหญ่ร้อยละ 30.4 มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ได้รับในแต่ละเดือน 2,001–4,000 บาท (122 คน) และร้อยละ 77.5 มีสถานภาพครอบครัว คือ บิดาและมารดาอยู่ร่วมกัน...

พฤติกรรมการใช้ไลน์แอพพลิเคชั่นในเขตกรุงเทพมหานคร

ศิริพร แซ่ลิ้ม
การศึกษาเรื่อง “พฤติกรรมการใช้ไลน์แอพพลิเคชั่นของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร การเข้าถึง ความสามารถในการใช้ และพฤติกรรมการใช้ของผู้สูงอายุที่เป็นผู้ใช้ไลน์แอพพลเคชั่น ที่เป็นผู้ใช้ไลน์แอพพลิเคชั่น ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Non-Probability Sampling) คือการสุ่มตัวอย่างแบบสโนว์บอลหรือแบบลูกโซ่ (Snowball or Chain Sampling) ใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ในการเก็บข้อมูล โดยผู้ตอบกรอกแบบสอบถามเอง (Self-Administered Questionnaire) และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกจะเป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูลหรือตัวแปรในการวิจัย โดยอธิบายด้วยการแจกแจงความถี่ แสดงค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่ออธิบายข้อมูลลักษณะทางประชากร การเข้าถึงความสามารถในการใช้ไลน์และพฤติกรรมการใช้ไลน์ ส่วนที่สองจะเป็นการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ในสมมติฐานต่าง ๆ โดยใช้การวิเคราะห์ ได้แก่ Chi-Square การทดสอบค่าเฉลี่ยความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ใช้ Independent t-test และการทดสอบค่าเฉลี่ยความแตกต่างมากกว่า 2 กลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) หากพบความแตกต่างจะทำการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี...

บทบาทของเฟซบุ๊ก “สมบัติ บุญงามอนงค์” กับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เพื่อต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ

วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข
วิทยานิพนธ์เรื่อง “บทบาทเฟซบุ๊ก “สมบัติ บุญงามอนงค์” กับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เพื่อต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม” เป็นการทำวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นพื้นที่สาธารณะในเฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์ ว่ามีคุณลักษณะของพื้นที่สาธารณะอย่างไร และเพื่อศึกษาการใช้เฟซบุ๊กของ สมบัติ บุญงามอนงค์ ในการขับเคลื่อนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เพื่อต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม สำหรับการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากเฟซบุ๊กของ สมบัติ บุญงามอนงค์ และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (Depth Interview) จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคล ได้แก่ สมบัติ บุญงามอนงค์ และเพื่อน หรือผู้ติดตามเฟซบุ๊ก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองไปในทางเดียวกับสมบัติ และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม 2) กลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองไปในทางเดียวกับสมบัติ แต่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และ 3) กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดทางการเมืองของสมบัติ แต่สามารถสื่อสารตอบโต้กัน ด้วยเหตุผล และยอมรับจุดยืนทางความคิดของกันและกัน โดยงานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ ของฮาเบอร์มาส วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบกับแนวคิดการสื่อสารด้วยภาพ แนวคิดการสื่อสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า ในยุค 3.0 เป็นยุคที่ปัจเจกบุคคลเป็นผู้กำหนดพื้นที่สาธารณะเองได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเปิดกว้างในการใช้งานของเจ้าของเพจ ที่ใช้เพื่อพูดคุยในประเด็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือประเด็นส่วนตัว รวมถึงมีใจเปิดกว้าง พร้อมสื่อสารกับกลุ่มคนที่มีความคิดหลากหลาย หรือเฉพาะกลุ่ม เพราะเครื่องมือนี้ ให้สิทธิในการเลือกใช้งานได้อย่างอิสระตามความต้องการของเจ้าของเพจเองสำหรับเฟซบุ๊กของสมบัติ มีความเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่เป็นพื้นที่ของคนเลือกข้างทางการเมือง มีคุณลักษณะดังนี้ 1) เป็นพื้นที่ที่สื่อสารในประเด็นสาธารณะ แต่โลกเสมือนของสื่อออนไลน์ ทำให้ผู้เข้าใช้งานสามารถแสดงบุคลิก ตัวตนได้ตามภาพในอุดมคติที่ตนเองวางไว้...

ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

ศริยา ถิระพัฒน์
การศึกษาวิจัยเรื่องความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเสนอเนื้อหาของสถานีวิทยุชุมชนในระบบวิทยุอนาล็อก รวมถึง การปรับตัวเรื่องการผลิตเนื้อหา ความพร้อมในด้านทรัพยากรของวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในการเปลี่ยนสู่วิทยุชุมชนระบบดิจิทัล และศึกษาความต้องการทางด้านเนื้อหาจากสื่อวิทยุชุมชนของประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีการวิจัยนี้เป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) ภายใต้คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ โดยการจดข้อมูล บันทึกข้อมูลโดยใช้เครื่องบันทึกเสียง รวมทั้งการศึกษาจากข้อมูลเอกสารต่างๆ (Document) และงานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับสภาพการณ์สถานีวิทยุชุมชน แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กร แนวคิดการบริหารวิทยุชุมชน และแนวคิดเกี่ยวกับการผลิตเนื้อหาผลการวิจัยพบว่า สถานีวิทยุชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีนำเสนอเนื้อหารายการในระบบอนาล็อก เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ เนื้อหารายการนำเสนอการเผยแพร่ข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของชุมชน เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ฟังในชุมชนและประชาชนผู้ที่รับฟังรายการได้ทราบถึงกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้น นอกจากนี้ยังนำเสนอรายการเพื่อเสริมสร้างความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง อาทิ ความรู้ในด้านเกษตรกรรม ความรู้ด้านการศึกษา และคำสอนธรรมะเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และหากสถานีวิทยุชุมชนต้องเปลี่ยนระบบไปสู่การออกอากาศวิทยุระบบดิจิทัล การผลิตเนื้อหารายการหลักจะยังคงเป็นไปตามวัตถุประสงค์การนำเสนอเนื้อหาเดิมของสถานีวิทยุชุมชน แต่จะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มีประโยชน์ต่อผู้ฟังมากขึ้น พร้อมสอดแทรกด้วยเนื้อหา ด้านความบันเทิงผสมกันไป เพื่อเป็นประโยชน์และเพิ่มอรรถรสให้กับผู้ฟังอย่างไรก็ตาม สถานีวิทยุชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีจะต้องเปิดรับคำแนะนำจากผู้ฟังในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา เพื่อให้เนื้อหารายการตรงกับความต้องการของผู้ฟังมากที่สุด เพราะในการออกอากาศเป็นสถานีวิทยุชุมชนระบบดิจิทัล นอกจากจะมีการเปลี่ยนระบบการทำงานภายในของสถานีวิทยุชุมชนแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนในเรื่องเนื้อหารายการ นำเสนอให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ฟังในชุมชน ซึ่งผู้ฟังในชุมชนมีความเห็นว่าในปัจจุบันเนื้อหารายการของสถานีวิทยุชุมชนที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนยังมีไม่มากพอ เนื้อหาไม่ครอบคลุมทุกด้าน กลุ่มผู้ฟังต้องการให้สถานีวิทยุชุมชนมีเนื้อหาสาระที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งความรู้กฎหมายที่ดิน กฎหมายการซื้อขาย รวมถึงการเพิ่มเนื้อหาเรื่องการศึกษา การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ และเนื้อหาด้านรายการเพลงเพื่อ สร้างความบันเทิงให้กับผู้ฟังให้มากขึ้นกว่าเดิมจากผลการวิจัยความพร้อมของสถานีวิทยุชุมชนที่จะเปลี่ยนรูปแบบ เนื้อหารายการในการออกอากาศเป็นระบบดิจิทัล พบว่า ในปัจจุบันรายการที่นำเสนอผ่านสถานีวิทยุชุมชนสามารถตอบรับกลุ่มผู้ฟังได้พอสมควร หากสถานีวิทยุชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง เนื้อหาที่นำเสนอในระบบอนาล็อกอยากให้สถานีคงไว้เช่นเคย แต่มีการปรับปรุงเนื้อหาให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ใกล้ตัวชาวบ้าน เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา และเนื้อหาด้านความบันเทิง รายการเพลง เพื่อให้รายการเกิดความหลากหลายไม่จำเจ และในส่วนของเวลาออกอากาศนั้น ในปัจจุบันมีสัดส่วนช่วงเวลาการออกอากาศที่เหมาะสมและพอดีกับช่วงเวลาของผู้ฟัง ให้คงสัดส่วนเวลาในการออกอากาศเช่นเดิม และในปัจจุบันสถานการณ์ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนและคณะทำงานภายในสถานี ยังไม่ได้รับข้อมูลการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านวิทยุดิจิทัลจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) หรือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ...

ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับผลตอบแทนของหลักทรัพย์ กรณีศึกษา: บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง

อนุวัตร รองเงิน
การศึกษางานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราผลตอบแทนของหลักท รัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ระหว่างปี พ.ศ.2549-2558 โดยอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ศึกษาคือ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม, อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน, อัตราส่วนราคาตลาดต่อก าไรต่อหุ้น, อัตราส่วนราคาตลาดต่อราคาตามบัญชี, อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น, และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล รูปแบบการศึกษาวิจัยใช้ สถิติเชิงพรรณนา(Descriptive statistic) วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) และการวิเคราะห์ความถดถอย (Regression Analysis) ที่ระดับนัยส าคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าอัตราส่วนทางการเงินที่ไม่มีความสัมพันธ์อัตราผลตอบแทนกลุ่มธุรกิจดังกล่าวคือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน, อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม, อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น,อัตราส่วนราคาตลาดต่อราคาตามบัญชี และอัตราส่วนราคาตลาดต่อก าไรต่อหุ้น อัตราส่วนทางการเงินที่มีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนหลักทรัพย์ อย่างมีนัยส าคัญที่ร้อยละ 95 และสามารถน ามาใช้เป็นตัวแปรในสมการพยากรณ์ผลตอบแทนหลักทรัพย์ คือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นโดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน และ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมีความสัมพันธ์ในทิศตรงข้าม โดยผลการวิจัยยังพบว่ายังมีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากตัวแปรอิสระที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ที่มีผลต่อผลตอบแทนของหลักทรัพย์กลุ่มนี้ ดังนั้นนักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วย เช่น อัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

พัดชา ตีระดิเรก
จากการศึกษางานวิจัย เรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์ ในด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เพศ และสถานภาพครอบครัว ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด (7P`S) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยว รวมทั้งทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวของผู้บริโภค ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำการวิจัยในรูปแบบเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากผู้ที่เคยใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวและเป็นประชากรที่อาศัยและทำงานอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 410 ตัวอย่างผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ จะเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 41.5 ความถี่ในการเดินทางส่วนใหญ่จะเดินทางเฉลี่ย ปีละ 1 ครั้ง งบประมาณที่ใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่อครั้งอยู่ที่ 20,0001-30,000 บาท โดยช่วงเวลาที่มักจะเดินทางท่องเที่ยวคือ ช่วงที่มีเวลาว่าง และเลือกใช้บริการจากบริษัททัวร์นำเที่ยวเมื่อไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ โดยบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการจากบริษัททัวร์คือ พ่อ/แม่ ซึ่งระยะเวลาในการท่องเที่ยวอยู่ที่ 3 วัน 2 คืน ส่วนใหญ่จะเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว และมีการรับรู้ข่าวสารผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ (Social Media) มากที่สุดนอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบไปด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ โดยความหลากหลายของโปรแกรมการท่องเที่ยวส่งผลต่อการเลือกใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวมากที่สุด ปัจจัยที่สอง คือ ปัจจัยด้านราคาและช่องทางการสื่อสาร โดยการตัดสินใจใช้บริการกับบริษัททัวร์นำเที่ยวของประชากรส่วนใหญ่ มักจะเลือกใช้บริการเพราะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวได้ โดยสิ่งสำคัญคือผู้บริโภคจะต้องรับรู้ได้ถึงความคุ้มค่าระหว่างราคาและคุณภาพการบริการที่ได้รับ อีกทั้งช่องทางการสื่อสารและสื่อประชาสัมพันธ์ที่สื่อออกไปก็มีผลเป็นอย่างมากที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ ปัจจัยสุดท้าย คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ซึ่งการวางระบบดำเนินการที่ดี จะช่วยทำให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและประทับใจในความมีมาตรฐานของธุรกิจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่องค์กรผู้วิจัยคาดว่าประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยในฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในเชิงพาณิชย์หรือผู้ที่สนใจในด้านงานบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมงานให้บริการด้านของการท่องเที่ยว เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุงการให้บริการ หรือประกอบกลยุทธ์การตัดสินใจในการทำธุรกิจเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมได้

การจำแนกพันธุ์และการประเมินความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของกล้วยไม้สกุลเอื้องเทียนด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ

ภัทรา หงษ์ทองดี
กล้วยไม้สกุลเอื้องเทียนพบได้ตามป่าลุ่มต่ำเขตร้อน เป็นกล้วยไม้ที่มีดอกสีสันสวยงามและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จึงได้รับความนิยมในการปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจุบันการจำแนกพันธุ์โดยดูเพียงลักษณะสัณฐานทำได้ยากและมีความผิดพลาดสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงสร้างลายพิมพ์ดีเอ็นเอของเอื้องเทียนจำนวน 14 ชนิด ด้วยแฮตอาร์เอพีดีโดยใช้ไพรเมอร์แบบสุ่ม 72 ชนิด ไอเอสเอสอาร์ใช้ไพรเมอร์ไมโครแซทเทลไลท์ 35 ชนิด ผลการศึกษาพบว่าไพรเมอร์ของแฮตอาร์เอพีดีจำนวน 10 ชนิด และไพรเมอร์ไอเอสเอสอาร์จำนวน 5 ชนิด สามารถจำแนกกล้วยไม้สกุลเอื้องเทียนได้ด้วยการใช้ไพรเมอร์เพียงชนิดเดียว เมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ระหว่างแฮตอาร์เอพีดีและไอเอสเอสอาร์ พบว่าเทคนิคแฮตอาร์เอพีดีให้แถบดีเอ็นเอที่มีความหลากรูปและมีประสิทธิภาพในการศึกษาความผันแปรทางพันธุกรรมสูงกว่าเทคนิคไอเอสเอสอาร์ และการใช้ลำดับนิวคลีโอไทด์ตำแหน่งจำเพาะของยีน matK, rpoC1, rbcL และชิ้นดีเอ็นเอที่อยู่ระหว่างยีน trnH และ psbA เพื่อใช้ในการระบุชนิดของกล้วยไม้สกุลเอื้องเทียน 24 ชนิด เมื่อสร้างแผนภูมิความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม พบว่าสามารถจำแนกกล้วยไม้สกุลเอื้องเทียนได้ 17, 7, 6 และ 15 ชนิด ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนอย่างน้อย 2 บริเวณขึ้นไป จะเพิ่มความผันแปรของลำดับนิวคลีโอไทด์และมีประสิทธิภาพในการระบุชนิดของกล้วยไม้สกุลเอื้องเทียนมากขึ้น ดังนั้นผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายแฮตอาร์เอพีดี ไอเอสเอสอาร์ และลำดับนิวคลีโอไทด์ตำแหน่งจำเพาะสามารถระบุชนิดของกล้วยไม้สกุลเอื้องเทียนและใช้วางแผนการผสมพันธุ์ เพื่อพัฒนาพันธุ์ใหม่ได้

Test statistics for a normal mean with known coefficient of variation

Nerisa Thornsri
Hypothesis testing for a normal mean when the coefficient of variation is known, is quite different from the situation when the variance is known. Mostly, the situation when the variance is known is only of theoretical interest. There are many practical situations when the coefficient of variation is known. This situation arises in medical, biological and environmental studies. In the theoretical part of the thesis, we proved that the considered estimates are unbiased estimator, minimum...

Resource Types

  • Dataset
    95,099
  • Text
    12,290

Publication Year

  • 2558
    2,502
  • 2557
    3,335
  • 2556
    3,111
  • 2555
    3,438
  • 2554
    4,586
  • 2553
    6,066
  • 2552
    8,554
  • 2551
    8,414
  • 2550
    7,476
  • 2549
    9,077
  • 2548
    5,346
  • 2547
    5,135
  • 2546
    5,167
  • 2545
    3,933
  • 2016
    2,364

Data Centers

  • NRCT Data Center
    107,389