22,765 Works

ECONOMIC EVALUATION OF LONG ACTING ANTIPSYCHOTIC INJECTION IN SCHIZOPHRENIA

Long acting injection anti-psychotics (LAIs) are suggested in management of schizophrenia with oral medication non-adherence. Four of first generation LAIs; Haloperidol dec, Flupentixol dec, Flupenazine dec . and Zuclopentixol dec., are listed in national list of essential medicine except two of newer second generation LAIs.; Paliperidone LAI, and Risperidone LAI. Economic evaluation evidence of these medications may not only guide healthcare profession to choose LAIs for their patients appropriately but also support healthcare policy makers...

MOLECULAR AND ELECTRONIC STRUCTURES OF DEFORMED SINGLE-WALLED CARBON NANOTUBES AND THE ADSORPTION OF DIVALENT METAL IONS ON GRAPHENE OXIDE SHEET

The graphene studies are divided into two parts, a single-walled carbon nanotube (SWCNT) and graphene oxide (GO) sheet. Firstly, the molecular and electronic properties of SWCNTs can be modified by deforming their structures under high pressure. The aim of this study was to investigate the energy band gap using quantum calculations, in relation to molecular structures of armchair and zigzag SWCNTs of various sizes and shapes deformed by applied forces. To model an increase in...

การพัฒนากรอบมโนทัศน์และมาตรวัดความทุกข์ในนิสิตนักศึกษา

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบมโนทัศน์ของความทุกข์และศึกษาประสบการณ์ความทุกข์ใจในบริบทพุทธธรรมของนิสิตนักศึกษาไทย 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของมาตรวัดความทุกข์ 3) ศึกษาค่าเกณฑ์ปกติในระดับประเทศของมาตรวัดความทุกข์ในนิสิตนักศึกษา โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยผสานวิธี โดยมีรูปแบบการวิจัยสำรวจเป็นลำดับขั้นตอน การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษากรอบมโนทัศน์ของความทุกข์ในบริบททางพุทธธรรมด้วยการสังเคราะห์เอกสารและการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในระยะนี้มีการศึกษาประสบการณ์ความทุกข์ใจในนิสิตนักศึกษา ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์รายบุคคลในนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 21 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจัดกลุ่มข้อมูลด้วยโปรแกรม Atlas.ti ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพมาตรวัดที่พัฒนาขึ้นจากนิสิตนักศึกษา จำนวน 1,049 คน และระยะที่ 3 เป็นการศึกษาค่าเกณฑ์ปกติในนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีจากทั่วประเทศ จำนวน 1,817 คน ผลจากการศึกษาระยะที่ 1 พบว่า กิเลสและอกุศลเจตสิกเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจ สำหรับผลการศึกษาประสบการณ์ความทุกข์ใจของนิสิตนักศึกษา พบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ความทุกข์ใจที่นิสิตนักศึกษาประสบ (2) ภาวะใจเมื่อประสบกับความทุกข์ (3) มูลเหตุแห่งความทุกข์ใจ (4) สิ่งที่ทำให้ความทุกข์ใจคลี่คลาย ระยะที่2 มาตรวัดความทุกข์พัฒนาขึ้นจากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาระยะที่ 1 โดยมาตรวัดนี้ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ (1) ความทุกข์ใจจากความยึดมั่น (2) ความทุกข์ใจจากความทะยานอยาก และ (3) ความทุกข์ใจจากความขัดเคืองและความกังวลใจ ผลของการตรวจสอบและพัฒนามาตรวัดความทุกข์ในนิสิตนักศึกษาพบว่า มาตรวัดนี้มีความตรงตามเนื้อหาจากการตรวจสอบของผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน โดยมีค่าความสอดคล้องตั้งแต่ .70 มีความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์กับความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เฉพาะ (r...

รูปแบบสถาบันเพื่อการจัดการน้ำชุมชนกรณีศึกษาลุ่มน้ำขาน จังหวัดเชียงใหม่

การวางแผนเพื่อการจัดการน้ำในปัจจุบันเป็นการวางแผนในเชิงกายภาพที่เชื่อมโยงกับเขตการปกครองเป็นหลักโดยมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ จนถึงระดับชุมชน ทำให้การจัดการน้ำขัดแย้งกับระบบสังคมนิเวศและสภาพภูมิประเทศที่ไม่มีเขตการปกครอง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการจัดการน้ำรูปแบบสถาบันในลักษณะร่วมกันเป็นกลุ่มแล้วผลิตเครื่องมือกำกับดูแลสมาชิกให้ใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ได้แก่ ข้อตกลง กฎกติกา บรรทัดฐาน แบบแผนประเพณี ระเบียบ ข้อบัญญัติ กฎหมาย ขึ้นอยู่กับลักษณะสังคมนิเวศของผู้ใช้น้ำและเป็นไปตามสภาพธรรมชาติโดยไม่มีขอบเขตการปกครอง จึงเกิดคำถามว่าการจัดการน้ำเชิงสถาบันจะสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างไร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษารูปแบบและกลไกในการขับเคลื่อนของสถาบันจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่สร้างความเป็นธรรมให้กับชุมชน รวมถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการน้ำเชิงสถาบันดังกล่าว วิธีการวิจัยคือการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสำรวจพื้นที่จริง การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้นำและกลุ่มผู้ใช้น้ำ การประชุมกลุ่มย่อยกับผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างแบบสอบถามตามกรอบทฤษฎี ผลการศึกษาพบว่าการจัดการน้ำในรูปแบบสถาบันแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมต่างกันทำให้มีหลักเกณฑ์ความเป็นธรรมที่ต่างกัน ตามความหลากหลายของสังคมนิเวศ ภูมิประเทศ ขนาดพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ความแตกต่างดังกล่าวทำให้การใช้น้ำในแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รูปแบบการจัดการน้ำที่ค้นพบในพื้นที่ศึกษามีอยู่ 6 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ (1) รูปแบบเหมืองฝายครัวเรือน (2) แก่เหมืองแก่ฝาย (3) องค์กรเหมืองฝาย (4) สหกรณ์ผู้ใช้น้ำ (5) สมาคมผู้ใช้น้ำ และ (6) เครือข่ายผู้ใช้น้ำ การศึกษาพบว่ารูปแบบสถาบันมีความเป็นทางการมากขึ้น อันเนื่องมาจาก 2 กลุ่มปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน เช่น การปรับเปลี่ยนผู้นำ การเพิ่มลดพื้นที่เกษตร การเพิ่มลดของสมาชิกผู้ใช้น้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และปัจจัยภายนอก เช่นปัจจัยที่เกิดจากธรรมชาติและปัจจัยที่เกิดจากมนุษย์ส่วนในการศึกษาพัฒนาการรูปแบบสถาบันจัดการน้ำในพื้นที่ศึกษา พบว่า รูปแบบเริ่มต้นเป็นแบบเหมืองฝายครัวเรือนซึ่งมีลักษณะต่างคนต่างทำ แต่เมื่อมีประชากรมากขึ้นจึงต้องมีกฎกติกาทำให้เกิดรูปแบบแก่เหมืองแก่ฝาย ต่อมามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจึงเกิดองค์กรเหมืองฝาย หลังจากนั้นมีภาวะกดดันให้สถาบันเป็นทางการมากขึ้นผนวกกับต้นทุนในการดูแลรักษาระบบส่งน้ำเพิ่มขึ้นจึงเกิดรูปแบบสมาคมผู้ใช้น้ำและสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำจึงเกิดรูปแบบเครือข่ายผู้ใช้น้ำขึ้น ข้อค้นพบสำคัญในงานนี้คือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้สถาบันจัดการน้ำแต่ละระดับอ่อนแอลงเพราะลดทอนอำนาจผู้นำโดยธรรมชาติลง ทั้งที่บทบาทของสถาบันเป็นเครื่องมือกำกับให้การวางแผนจัดสรรน้ำข้ามเขตการปกครองเกิดความเป็นธรรมได้ ข้อค้นพบนี้มีความหมายในเชิงทฤษฎีการวางแผนในประเด็นที่ว่า การวางแผนเชิงพื้นที่ในด้านการบริหารจัดการน้ำซึ่งมักเกินขอบเขตการปกครองต้องมีการพัฒนากลไกและกระบวนการด้านสถาบันขึ้นในระดับลุ่มน้ำหรือระดับอนุภาคไปพร้อมกัน เพื่อลดปัญหาความไม่เป็นธรรมและความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้น้ำระหว่างชุมชน

TAXONOMY AND SECONDARY METABOLITES OF SELECTED STREPTOMYCES, AMYCOLATOPSIS AND KITASATOSPORA STRAINS

Seventy nine isolates of actinomycetes were isolated from twenty nine soil samples collected from Krung Ching Waterfall National Park, Angthong Islands National Park and Similan Islands National Park by using starch casein nitrate agar and potato starch-glycerol agar. All isolated actinomycetes were taxonomically identified on the basis of their phenotypes and genotypes using 16S rRNA gene sequence analysis. Seventy four isolates were classified as twenty four species of Streptomyces. Among them, five strains were proposed...

RETURNING TO NORMALITY AMONG ADOLESCENTS WITH LEUKEMIA RECEIVING CHEMOTHERAPY

Being treated with chemotherapy adds difficulties and suffering on to the lives of adolescents with leukemia because of numerous clinic visits and hospitalizations, as well as a variety of side effects of chemotherapy. Helping these adolescents to live successfully with chemotherapy requires truly understanding of their experiences, which cannot be obtained through studies with ethic viewpoint. This study, thus, employed glaserian grounded theory with the aim to study how Thai adolescents with leukemia live with...

การพัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาลโดยใช้แนวคิดการประเมินแบบหลักฐานเชิงประจักษ์

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาลตามพันธกิจของอาจารย์ในวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 2) เพื่อวิเคราะห์ตัวบ่งชี้และหลักฐานที่เหมาะสม และพัฒนาเกณฑ์การประเมินสำหรับใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3) เพื่อพัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาลโดยใช้แนวคิดการประเมินแบบหลักฐานเชิงประจักษ์ และ 4) เพื่อประเมินความเหมาะสมของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่พัฒนาขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เป็นการสำรวจสภาพการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาล โดยใช้วิจัยเอกสาร สร้างแบบสอบถามเพื่อการสำรวจสภาพการปฏิบัติงาน จำนวน 340 คน ขั้นตอนที่สอง การวิเคราะห์ตัวบ่งชี้และหลักฐานที่เหมาะสม และพัฒนาเกณฑ์การประเมินคุณภาพของหลักฐาน และตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้การวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่สาม การพัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาล นำระบบไปใช้กับวิทยาลัยพยาบาลที่เป็นกรณีศึกษาจำนวน 2 แห่ง ขั้นตอนที่สี่ประเมินความเหมาะสมของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยประเมินความพึงพอใจของอาจารย์พยาบาลและผู้บริหารที่มีต่อระบบ และการประเมินคุณภาพของการประเมินผลการปฏิบัติงานตามกรอบมาตรฐานการประเมิน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูลการสนทนากลุ่ม แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินมาตรฐานของระบบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติภาคบรรยาย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ 1. การปฏิบัติงานของอาจารย์พยาบาลครอบคลุมพันธกิจทั้ง 4 ด้าน ตามพันธกิจของอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ (การจัดการเรียนการสอน) ด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการบริการวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่สังคมและสาธารณสุขสาธิต และด้านการส่งเสริม ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ อาจารย์พยาบาลมีบทบาทตามพันธกิจหลักของสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมกำกับวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ ด้านบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล 2. หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานในด้านการจัดการเรียนการสอน มี 8 หลักฐาน 32 ตัวบ่งชี้ คือ 1) แผนการสอนภาคทฤษฎี และ 2)...

อิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงต่อพฤติกรรมสุขภาพและแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของกลุ่มเสี่ยง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อพฤติกรรมสุขภาพเพื่อนำปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมาพัฒนาเป็นชิ้นงานสื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคและศึกษาอิทธิพลของสื่อที่มีต่อพฤติกรรมป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยง โดยทำการศึกษา 2 กรณีได้แก่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจ แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาโดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจกรณีศึกษาละ 400 คนรวม 800 คนโดยประมวลผลด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์ถดถอยพหุ และการทดสอบความแปรปรวนหลายตัวแปร ระยะที่ 2 ศึกษาโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เจาะลึก 23 คนและวิเคราะห์ผลโดยวิธีสรุปจากข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 ภาพรวมของทั้ง 2 โรคการรับรู้ตัวแปรในกลุ่มแนวโน้มส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงมากกว่าการรับรู้ตัวแปรในกลุ่มภัยร้ายการรับรู้ความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และการรับรู้ความเสี่ยงโรคหัวใจมีความแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม โดยกลุ่มตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความเสี่ยงของ 2 โรคเป็นคนละชุดตัวแปรกรณีโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การรับรู้ความคุ้นเคย และการรับรู้ความน่ากลัว มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยง กรณีโรคหัวใจคือ การรับรู้ความใกล้ การรับรู้การควบคุมได้ด้วยตนเอง การรับรู้ความสามารถในตน และการรับรู้ความสูญเสียมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจเป็นตัวแปรเดียวกันคือการรับรู้ความสามารถในตน ทั้งนี้กรณีโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การรับรู้ความสามารถในตน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยงในลักษณะเป็นเงื่อนไขกับตัวแปรความคุ้นเคยและความน่ากลัวแต่กรณีโรคหัวใจไม่พบว่า มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยงในลักษณะเป็นเงื่อนไขระยะที่ 2 นำตัวแปรการรับรู้ความสามารถในตนมาใช้เป็นแนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างพฤติกรรมป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจพบว่ากลุ่มเสี่ยงสูงส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการสื่อสารแนวทางกระตุ้นการรับรู้ความสามารถในตนเนื่องจากรู้สึกได้รับกำลังใจทำให้อยากปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันมากกว่าแนวทางการสื่อสารที่ไม่มีการกระตุ้นการรับรู้ความสามารถในตน

การนำเสนอกลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาและปัจจัยในการป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์รูปแบบการป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน ตลอดจนนำเสนอกลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน โดยใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการประชุมกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมของสถานศึกษาเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันมีการจัดการอบรมให้ความรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม และการฝึกสมาธิ กิจกรรมเพื่อการปราบปรามจะทำการสุ่มตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายและตรวจปัสสาวะ ส่วนกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูมีการดำเนินการจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน บทบาทเด่นของสถานศึกษาคือการจัดการเรียนรู้ด้านคุณธรรมโดยสอดแทรกไปในการเรียนการสอนในห้องเรียนเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน ปัญหาด้านงบประมาณเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในดำเนินการป้องกันการกระทำผิดและปัญหาด้านวิธีการการดำเนินการปราบปรามที่ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับภาคส่วนอื่นคือการลงโทษด้วยการตี ส่วนปัจจัยสำคัญในการดำเนินการป้องกันการกระทำผิดของนักเรียนที่สำคัญมากคือการเอาใจใส่ของผู้ปกครอง สถานศึกษามีการกำหนดโครงสร้างให้ฝ่ายกิจการนักเรียนหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการป้องกันการกระทำผิดของนักเรียน ดำเนินมาตรการทั้งเชิงรุกที่สถานศึกษาจัดเองและในเชิงรับซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ดังนั้นสถานศึกษาจึงต้องประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัว และศาสนสถาน ตำรวจเป็นกลไกในการปราบปรามการกระทำผิดที่สำคัญและควรมีตำรวจท้องที่อยู่ในคณะกรรมการสถานศึกษาด้วยเพื่อเป็นการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้หากนำรูปแบบการกระทำผิดของสถานศึกษาต่างๆ มาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมพบว่ากลยุทธ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งส่วนที่เหมือนและต่างกันตามสังกัดและพื้นที่ เมื่อนำจุดร่วมสู่การพิจารณากลยุทธ์ในการป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐานได้ 7 กลยุทธ์คือ 1) กลยุทธ์ด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน 2) กลยุทธ์ด้านการป้องปราม/ปราบปราม 3) กลยุทธ์ด้านการแก้ไขฟื้นฟู/ปรับเปลี่ยน 4) กลยุทธ์การพัฒนาบทบาทของสถานศึกษา 5)กลยุทธ์การเสริมสร้างบทบาทและองค์ความรู้แก่กลุ่มภาคีเครือข่าย 6) กลยุทธ์ด้านการผลักดันนโยบาย และ 7) กลยุทธ์การพัฒนาระบบงานและการติดตามผล ซึ่งการนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ใช้จะต้องคำนึงถึงสภาพบริบทพื้นที่ของสถานศึกษาว่าภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ครอบครัว ศาสนสถาน ชุมชนและภาครัฐ ว่ามีจุดมุ่งหมายและความพร้อมในการดำเนินการเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับสถานศึกษาหรือไม่

การพัฒนาลักษณะเฉพาะของแบบสอบที่บูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน กับตัวชี้วัดการประเมินสาระการเรียนรู้: การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุมิติ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนา ตรวจสอบคุณภาพ และทดลองใช้ลักษณะเฉพาะของแบบสอบที่บูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน กับตัวชี้วัดการประเมินสาระการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบ ตามลักษณะเฉพาะของแบบสอบที่พัฒนาขึ้น โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุมิติ ทั้งในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งมีการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกัน โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาลักษณะเฉพาะของแบบสอบฯ ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาแบบสอบ และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้ลักษณะเฉพาะของแบบสอบฯ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จึงได้ตัวอย่างสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 697 คน และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 673 คน เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบฯ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมิน ลักษณะเฉพาะของแบบสอบฯ และแบบสอบความสามารถ ซึ่งแบบสอบมีรูปแบบข้อสอบเป็นแบบสอบที่มีรูปแบบผสม มีลักษณะพหุมิติภายในข้อสอบ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS, LISREL และโปรแกรม ConQuestผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. การพัฒนาลักษณะเฉพาะของแบบสอบความสามารถที่บูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน กับตัวชี้วัดการประเมินสาระการเรียนรู้ ซึ่งมีองค์ประกอบของลักษณะเฉพาะของแบบสอบ ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการสอบ ตัวชี้วัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน แนวทางการสร้างข้อสอบ โครงสร้างของแบบสอบ รูปแบบของแบบสอบ ลักษณะเฉพาะของข้อสอบ ตัวอย่างข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนน และเกณฑ์การตัดสินคะแนน โดยมีตัวชี้วัดความสามารถด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่...

การพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเอกชน

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. วิเคราะห์ปัจจัยและเงื่อนไขของการส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเอกชนที่ได้รับรางวัลความรับผิดชอบต่อสังคมในประเทศไทย 2. เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเอกชนในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการทำในวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยกรณีศึกษา 5 บริษัท โดยใช้เกณฑ์การเลือกจากบริษัทที่ได้รับรางวัลความรับผิดชอบต่อสังคมจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา ประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเอกชนในประเทศไทยและได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1.ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้เกิดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเอกชนได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้ (1.1) ตัวองค์กร เช่น ปรัญชา วิสัยทัศน์ พันธกิจ อุดมการณ์ นโยบาย วัฒนธรรมขององค์กร เป็นวิถีการดำเนินงานของบริษัท (1.2) ผู้บริหารกำหนดมา พนักงานเสนอมา หรือตามความพร้อมที่บริษัทมี เช่น ความชำนาญของธุรกิจ ความโดดเด่นของบุคลากร ทรัพยากรต้นทุน (1.3) อิทธิพลของปัจจัยภายนอกองค์กร เช่นกระแสของสังคมในประเทศไทย กระแสของสังคมในต่างประเทศ รัฐบาลขอความร่วมมือ การทำตามโครงการพระราชดำรัส มาตรฐานจากต่างประเทศ (1.4) ผลกระทบของการปรับตัวให้อยู่รอดทางธุรกิจขององค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน เช่น การต่อยอดจากโครงการที่ทำไว้ การทำเลียนแบบ การทำเพื่อลดความเสี่ยง เพื่อสร้างเครือข่าย สะสมชื่อเสียง ภาพลักษณ์ (1.5) การตอบแทนสังคม การทำเพื่อให้ประชาชนหรือผู้สนใจได้มีส่วนร่วม การทำเพื่อให้วัตถุดิบตามธรรมชาติยังมีอยู่ต่อไป 2.โครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรมีความสัมพันธ์กับการศึกษาตลอดชีวิตในลักษณะที่ทำให้เกิดการเรียนรู้โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม (2.1)การเรียนรู้ผ่านการอบรม(2.2)การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมนันทนาการ(2.3)การเรียนรู้ด้วยตนเอง(2.4)การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้(2.5)การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่สร้างความยั่งยืนให้สังคม3.ยุทธศาสตร์ การส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเอกชนในประเทศไทย ประกอบไปด้วย (3.1) วิสัยทัศน์ มุ่งส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมในองค์กรธุรกิจเอกชน (3.2) พันธกิจ ได้แก่ (3.2.1) ส่งเสริมให้องค์กรนำเรื่องการศึกษาตลอดชีวิตในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร (3.2.2) ส่งเสริมให้องค์กรจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่องค์กรมีและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย (3.2.3) ส่งเสริมการประสานงานกับเครือข่ายภายนอกองค์กรเพื่ออำนวยความสะดวกต่อกลุ่มเป้าหมาย...

การพัฒนารูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์เพื่อการสื่อสารด้านการป้องกันควบคุมโรคเบาหวานสำหรับนักวิชาการสาธารณสุข

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ด้านการสื่อสารเพื่อการป้องกันควบคุมโรคเบาหวานสำหรับนักวิชาการสาธารณสุข เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือนักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานสื่อสารสุขภาพของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ด้านการสื่อสารเพื่อป้องกันควบคุมโรคด้วยแบบสอบถาม จำนวน 111 คน 2) พัฒนารูปแบบฯ จากการสังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และผลการศึกษาจากขั้นตอนที่ 1 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 31 คน และประเมินผลโดยใช้เวลา 6 สัปดาห์ 4) รับรองรูปแบบฯ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ด้านการสื่อสารฯ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 2 ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบของรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย กลุ่มบุคคล ที่มีการกำหนดให้ทุกกลุ่มมีพี่เลี้ยงจากหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานด้านการสื่อสารสุขภาพที่ดี (Best Practice) เป็นที่ปรึกษาและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีเครือข่ายออนไลน์ที่ใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) องค์ความรู้ที่จำเป็น และการประเมินผล 2) ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย การปฐมนิเทศเชิงปฏิบัติการ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ใช้เฟซบุ๊ก การศึกษาดูงานหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดี (Best Practice) การประเมินผลงานกลุ่ม การประเมินทัศนคติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการทบทวนหลังทำกิจกรรม (After Action Review) ผลการประเมินทัศนคติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และความพึงพอใจต่อรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์อยู่ในระดับดี และผลการรับรองของผู้ทรงคุณวุฒิต่อภาพรวมของรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฯ ในการสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงอยู่ในระดับมากสรุป เฟซบุ๊ก เป็นสื่อสังคมบนเครือข่ายออนไลน์อย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในงานสื่อสารสุขภาพเพื่อให้นักสื่อสารสุขภาพ สามารถถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์การสื่อสารเพื่อป้องกันโรคผ่านรูปแบบกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้น

เครื่องมือสนับสนุนสำหรับการตรวจสอบการดำเนินงานของกระบวนการซอฟต์แวร์

วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนสำหรับการตรวจสอบการดำเนินงานของกระบวนการซอฟต์แวร์ ให้ใช้ได้กับทั้งองค์กรที่มีการนิยามกระบวนการและต้องการตรวจสอบการดำเนินงานของกระบวนการว่ามีการดำเนินงานตามกระบวนการที่นิยามไว้หรือไม่ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ตรวจสอบกระบวนการการพัฒนาเครื่องมือนี้เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ความต้องการของเครื่องมือ โดยเครื่องมือสามารถรองรับการนำเข้าและการสร้างนิยามกระบวนการ พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการสร้างรายการตรวจสอบให้ผู้ตรวจสอบนำไปใช้ตรวจสอบการดำเนินงานของกระบวนการได้ รวมไปถึงการสรุปผลการตรวจสอบการดำเนินงานและประเด็นขัดแย้งที่เกิดขึ้นของกระบวนการ จากนั้นจึงออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ เมื่อพัฒนาเสร็จจึงทดสอบการทำงานของเครื่องมือโดยการทดสอบกับกระบวนการซึ่งอ้างอิงจากนิยามกระบวนการที่ใช้งานจริงขององค์กร เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องมือสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่จากการทดลองใช้เครื่องมือกับกระบวนการซอฟต์แวร์ ผลปรากฏว่าเครื่องมือสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ตรวจสอบได้ โดยนำเสนอรายการตรวจสอบเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบการดำเนินงานของกระบวนการ และแสดงรายชื่อกระบวนการที่ประเด็นขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไขตามจำนวนครั้งที่กำหนด

กลไกการเกิดชั้นสารประกอบนิกเกิลอะลูมิไนด์ที่ใกล้จุดหลอมเหลวของอะลูมิเนียม

โลหะผสมนิกเกิลถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมที่อุณหภูมิสูง เช่น ใบพัดในอุตสาหกรรมกังหันแก๊ส รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ต้องทนต่ออุณหภูมิสูง และกระบวนการอะลูมิไนซิงเป็นกระบวนการหนึ่งที่นิยมใช้ในการเพิ่มความต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชั่นในโลหะผสมนิกเกิล ด้วยการทำให้เกิดการแพร่และเกิดสารประกอบนิกเกิลอะลูมิไนด์บนผิวนิกเกิล จากงานวิจัยที่ผ่านมาได้ทำการทดลองที่ 1073 เคลวิน ซึ่งอยู่สูงกว่าจุดหลอมเหลวอะลูมิเนียม ยืนยันว่าเฟสที่เกิดขึ้นในการทำอะลูมิไนซิง คือเฟสของสารประกอบ Ni2Al3 และ NiAl3 โดยมี Ni2Al3 เป็นเฟสหลักที่เกิดขึ้นในชั้นสารประกอบ งานวิจัยครั้งนี้ต้องการศึกษาโครงสร้างจุลภาค และสารประกอบที่เกิดขึ้นที่อุณหภูมิ 873 เคลวิน ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่อยู่ต่ำกว่าจุดหลอมเหลวของอะลูมิเนียมเล็กน้อยที่เวลาต่าง ๆ กัน โดยมีการอบขึ้นไปที่อุณหภูมิ 1073 เคลวิน เป็นเวลา 5 นาที เพื่อให้นิกเกิลและอะลูมิเนียมยึดติดกันก่อน จากนั้นวัดความหนาและศึกษากลไกการแพร่ของนิกเกิลในสารประกอบ Ni2Al3 ซึ่งเฟสที่เกิดขึ้นหลักคือ Ni2Al3 ส่วนเฟส NiAl3 มีน้อยลง จนถึงไม่มีเลย สำหรับการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของนิกเกิลในสารประกอบ Ni2Al3 นั้นคำนวณโดยใช้หลักการแพร่ในระบบของโลหะผสมที่ละลายกันอย่างไม่สมบูรณ์ แนวคิดเรื่องสมดุลมวล ผลต่างของฟลักซ์ที่รอยต่อระหว่างเฟสทำให้เกิดการสะสมของอะตอมที่ชั้นสารประกอบ ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของนิกเกิลใน Ni2Al3 ที่อุณหภูมิ 873 เคลวิน มีค่า 4.19 x 10-12 ตารางเมตรต่อวินาที และจากสมการการแพร่ของอาร์เรเนียส D = Doexp(-Q/RT) พบว่าพลังงานก่อกัมมันต์สำหรับการแพร่ของนิกเกิลใน Ni2Al3 มีค่า 288 กิโลจูลต่อโมล

กระบวนการแนะนำการเชื่อมโยงของบทความในวิกิพีเดียภาษาไทย

วิกิพีเดียได้ถูกใช้ประโยชน์ในรูปของแหล่งความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ในงานวิจัยหลายๆ งานด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ นำเสนอการใช้เครื่องจักรเรียนรู้ และวิกิพีเดียเป็นแหล่งความรู้ สำหรับการเพิ่มความสมบูรณ์ของข้อความแบบอัตโนมัติ ขั้นตอนการทำงานของระบบที่สำคัญคือ เริ่มจากวิเคราะห์ และสกัดคำสำคัญจากบทความ และต่อมา พิจารณาเลือกหน้าวิกิพีเดียที่มีความเกี่ยวเนื่องกับคำสำคัญนั้น เพื่อแนะนำเป็นการเชื่อมโยงปลายทางไปสู่แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม จากการทดลองในเบื้องต้นกับชุดทดสอบบทความวิกิพีเดียภาษาไทยแสดงให้เห็นว่า ระบบที่นำเสนอนี้ให้ผลลัพธ์แนะนำการเชื่อมโยงแบบอัตโตมัติได้ถูกต้องถึง 85%

ฤทธิ์ทางชีวภาพของเพปไทด์ต้านจุลชีพ ALFSp1 และ arasin-likeSp ต่อแบคทีเรียก่อโรคในอาหาร

เพปไทด์ต้านจุลชีพ (antimicrobial peptide; AMPs) เป็นโมเลกุลที่มีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันแบบที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวเองจากการบุกรุกของจุลชีพแปลกปลอม เพปไทด์ต้านจุลชีพสามารถพบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในงานวิจัยนี้ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของเพปไทด์ต้านจุลชีพ 4 ชนิด ได้แก่ antilipopolyscacharide factor (ALFSp1) และ arasin-likeSp จากปูทะเล ไนซินจากเชื้อเชื้อ Lactococcus lactis และไลโซไซม์จากไข่ขาวของไข่ไก่ ต่อเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในอาหารและเชื้อก่อโรคในสัตว์น้ำกลุ่มครัสเตเชียน ผลที่ได้พบว่าเพปไทด์สังเคราะห์ของ ALFSp1 มีฤทธิ์ต้านเชื้อ A. viridans M. luteus B. subtilis V. harveyi และ V. parahaemolyticus โดยมีค่า Minimal Bactericidal Concentration (MBC) ระหว่าง 0.39-50 µM ส่วนเพปไทด์สังเคราะห์ของ arasin-likeSp มีฤทธิ์ต้านเชื้อ A. viridans M. luteus B. subtilis V. harveyi V. parahaemolyticus และ V. anguillarum โดยมีค่า MBC ระหว่าง 3.12-50 µM และจากผลที่ได้พบว่า ALFSp1 และ arasin-likeSp มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคทางอาหาร V. parahaemolyticus ได้ดี ดังนั้นจึงเลือก V....

CAUSE OF RED COLORING IN GEM PLAGIOCLASE FELDSPAR

Andesine and labradorite, members of plagioclase feldspar, may have gemological properties. In the gem market, red gem plagioclases have been sold but they may contain natural and treated stones. Consequently, confusion has been made to both trader and customer. Mechanism and cause of red coloring in gem plagioclase feldspar were then investigated in this study. Two sample groups, natural red plagioclase and red copper-diffused plagioclase were collected for this study. Microscopic examination revealed some typical...

PREDICTION OF ACTIVITY AND PROPERTIES OF ZIRCONOCENE CATALYST FOR ETHYLENE AND 1-HEXENE COPOLYMERIZATION BY QSAR/QSPR MODELLING

Quantitative structure-activity/property relationships (QSA/PR) methodology has been applied to explain the experimental data correlation of the structure related properties of zirconocene catalysts. The relationship between experimental ethylene and 1-hexene copolymerization activity of the series of zirconocene catalysts with different substitution patterns in the cyclopentadienyl and indenyl rings and physical properties were obtained. In this work, 3 sets of zirconocene catalyst consisting of 19 zirconocene complexes in total were used to build QSA/PR model. All zirconocene...

ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ประโยชน์ การสนับสนุนทางสังคม การรับรู้สมรรถนะแห่งตน กับพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่จำกัดเกลือโซเดียม การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ประโยชน์ การสนับสนุนทางสังคม การรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วย ซึ่งได้รับวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว ที่มารับการตรวจรักษาคลีนิคโรคหัวใจและหลอดเลือดผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลตำรวจ สถาบันโรคทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จำนวน 134 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่จำกัดเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคต่อการบริโภคอาหารที่จำกัดเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ต่อการบริโภคอาหารที่จำกัดเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว และแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ .94, .77, .83, .92, .98 และ .96 ตามลำดับ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้พฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอยู่ในระดับปานกลาง ( =57.86, SD 16.23 )การรับรู้อุปสรรค มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=-.178)ความรู้ การรับรู้ประโยชน์ การสนับสนุนทางสังคมและการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีความสัมพันธ์ทางบวก กับพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.425, .452, .218, .541)

ผลของกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรมต่อการบริโภคแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดสองครั้งโดยมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการบริโภคแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ ก่อนและหลังได้รับกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรม 2) เปรียบเทียบการบริโภคแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ระหว่างกลุ่มที่ได้รับกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรมกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ร่วมซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชน และมารับบริการงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเฉพาะทางสุขภาพจิตและจิตเวช จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ด้วยคะแนนการบริโภคแอลกอฮอล์ และระยะเวลาการเจ็บป่วยด้วยโรคจิตเภท และสุ่มเข้าสู่กลุ่มทดลอง จำนวน 20 ราย และกลุ่มควบคุม จำนวน 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับการทำกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินการบริโภคแอลกอฮอล์ (AUDIT) และ 4) แบบวัดความสามารถในการเผชิญความเครียด เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าความเที่ยงอัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. การบริโภคแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์หลังได้รับกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรมลดลงกว่าก่อนได้รับกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 33.818)2. การบริโภคแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์หลังได้รับกลุ่มบำบัดทางพฤติกรรมลดลงกว่ากลุ่มผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t =-7.185)

ผลของการใช้การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบต่อการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบและความพึงพอใจของผู้ดูแล สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบกลุ่มที่ใช้การวางแผนจำหน่ายเด็กโรคปอดอักเสบและกลุ่มที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายปกติ เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กโรคปอดอักเสบและเด็กโรคปอดอักเสบ จำนวน 30 คน แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 15 คน กลุ่มทดลอง 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการวางแผนจำหน่าย คือ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ แผนอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ คู่มือการดูแลเด็กโรคปอดอักเสบสำหรับผู้ดูแล คู่มือการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบสำหรับพยาบาล แบบกำกับการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกการกลับมารักษาซ้ำ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ดูแล เครื่องมือทั้งหมดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ดูแลได้ค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาเท่ากับ.86 และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ.91 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ Mann – Whitney U-testผลการวิจัยพบว่า1. การกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบกลุ่มที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายเด็กโรคปอดอักเสบและกลุ่มที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายปกติไม่แตกต่างกัน2. ความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบกลุ่มที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายเด็ก โรคปอดอักเสบสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05

การเล่าเรื่องปัญหาของเด็กและเยาวชนร่วมสมัยในนวนิยายของโจดิ ปีโคลต์

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเล่าเรื่องที่โจดิ ปีโคลต์ใช้ในการนำเสนอปัญหาอันสลับซับซ้อนของเด็กและเยาวชนในสังคมอเมริกันร่วมสมัยในนวนิยายเรื่อง เพลน ทรูท์ (2000) เพอร์เฟค แมตช์ (2002) มาย ซิสเตอรส์ คีปเปอร์ (2004) แวนิชิง แอ็กตส์ (2005) เดอะ เทนท์ เซอร์เคิล (2006) ไนน์ทีน มินิตส์ (2007) และ แฮนเดิล วิท แคร์ (2009) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าโจดิ ปีโคลต์ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องโดดเด่นสองแบบ แบบแรกคือการใช้ผู้เล่าเรื่องมากกว่าหนึ่งคนสลับสับเปลี่ยนกันเล่าปัญหาในมุมมองของตนเอง แบบที่สองคือการใช้การสลับลำดับเวลาเพื่อเผยให้เห็นภูมิหลังของตัวละครและเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อปัญหาในนวนิยาย ผู้ประพันธ์ใช้กลวิธีการเล่าสองแบบนี้นำเสนอปัญหาของเด็กและเยาวชนร่วมสมัย คือ ความเจ็บป่วย ความพิการ ความรุนแรงในโรงเรียน การถูกล่วงละเมิดทางเพศ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การทำร้ายตัวเอง และการฟ้องร้องพ่อแม่การศึกษากลวิธีการเล่าเรื่องที่โจดิ ปีโคลต์ใช้ในนวนิยายทั้ง 7 เรื่องเผยให้เห็นปัญหาของเด็กและเยาวชนในสังคมอเมริกันร่วมสมัย

กามารมณ์ ความรัก และความตาย: ลักษณะเหนือจริงในสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่ในนวนิยายของฮารุกิ มุราคามิ

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กามารมณ์ ความรัก และความตายในนวนิยายของฮารุกิ มุราคามิที่ปรากฏผ่านลักษณะเหนือจริง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่ตัวละครได้รับจากสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่การศึกษาแสดงให้เห็นว่าตัวละครล้วนได้รับผลกระทบจากการสังกัดอยู่ในสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่ทั้งสิ้น โดยลักษณะเหนือจริงชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ในสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่มีความเลื่อนไหล ทับซ้อนระหว่างพื้นที่ของปัจเจกกับพื้นที่ในสังคม จนทำให้ตัวละครประสบกับวิกฤตอัตลักษณ์ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครใช้พื้นที่ในความฝันหรือจิตไร้สำนึกในการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ และปัญหาของตนเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตในสังคมทุนนิยมดังเดิม ในด้านกามารมณ์และความรัก ลักษณะเหนือจริงช่วยให้ตัวละครได้ค้นพบความจริงที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยลักษณะสมจริง เนื่องจากสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่มอบคำสัญญาว่าตัวละครจะมีความสุขหากใช้ชีวิตตามกรอบสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่ แต่ตัวละครกลับถูกทรยศ ตัวละครจึงต้องประสบกับความแปลกแยกต่อตนเองและสังคม ขณะเดียวกันกามารมณ์และความรักภายใต้ลักษณะเหนือจริงก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยยืนยันการดำรงอยู่ของตัวละคร ทำให้ตัวละครทำความเข้าใจและเรียนรู้ตัวตนของตนเอง ทั้งยังเป็นหนทางแก้ปัญหาที่ไม่อาจทำได้ในโลกแห่งความจริงในสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่ในด้านความตาย ลักษณะเหนือจริงทำให้ตัวละครเข้าถึงความสืบเนื่องของอัตลักษณ์ซึ่งอยู่ในโลกอุดมคติเหนือจริง ขณะเดียวกันความตายภายใต้ลักษณะเหนือจริงก็ทำให้ตัวละครที่ประสบกับความตายของผู้ใกล้ชิดหรือประสบกับความตายของอัตลักษณ์นั้นพยายามปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเพื่อการดำรงอยู่ในสังคมทุนนิยมหลังสมัยใหม่

สมรรถนะของข้าราชการสายการทูต : ศึกษากรณีกรมอาเซียน

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสมรรถนะของข้าราชการสายงานการทูต กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ มีกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 29 คน ประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ของกรมอาเซียน นักการทูตต้นแบบ ข้าราชการที่ปฏิบัติงาน หรือเคยปฏิบัติงานในสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคส่วนวิชาการ ภาคส่วนวัดและศาสนา ภาคส่วนธุรกิจเอกชน โดยใช้การวิจัยแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลจากการเปรียบเทียบเชิงพรรณาหาคำตอบที่สัมพันธ์กับแนวคิดสมรรถนะของสำนักงาน ก.พ. ได้แก่ ความรู้ ทักษะความสามารถ และคุณลักษณะอื่นๆ ที่ประกอบกันที่ทำให้ข้าราชการมีผลงานที่โดดเด่นผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของข้าราชการสายงานการทูต กรมอาเซียน คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนักการทูต ได้แก่ ความรู้เรื่องกฎระเบียบของทางราชการ หลักพิธีการทางการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจการเมืองและสังคมไทย และความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ในส่วนของทักษะนั้น ต้องมีทักษะที่เกิดจากการนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานจนเกิดเป็นความชำนาญ คล่องแคล่ว ได้แก่ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเจรจาและการติดต่อสื่อสาร การวางตัวอย่างเหมาะสม การบริหารจัดการและการลำดับความสำคัญ การประสานงานและการบูรณาการความร่วมมือ ในส่วนของคุณลักษณะอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ข้าราชการมีผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น ได้แก่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายของโลก การวิเคราะห์เชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวม การมีวิสัยทัศน์และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การฝึกฝนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

Registration Year

  • 2019
    22,765

Resource Types

  • Dataset
    19,825
  • Text
    2,940