22,765 Works

การสร้างตัวแบบกองทุนบำนาญแบบผสม

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตัวแบบกองทุนบำนาญแบบผสมโดยเปรียบเทียบมูลค่ากองทุนของกองทุนบำนาญแบบกำหนดจากเงินผลประโยชน์ กองทุนบำนาญแบบกำหนดจากเงินสมทบ และกองทุนบำนาญแบบผสมเมื่อกำหนดปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่ากองทุนได้แก่ อายุเกษียณ ขนาดกองทุน และโครงสร้างอายุของสมาชิกกองทุน ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาคือ ข้อมูลผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม ณ เดือนธันวาคม 2553 จำนวน 8.9 ล้านคน นอกจากนี้ได้สร้างข้อมูลพนักงานของบริษัทจำลองจากข้อมูลข้างต้น กรอบการวิเคราะห์จำแนกออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีแรกเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงสร้างภาพรวมกองทุน 3 ประเภท ได้แก่ 1) แผนบำนาญแบบกำหนดเงินผลประโยชน์ 2) แผนบำนาญแบบกำหนดเงินสมทบ และ 3) แผนบำนาญแบบผสมแบบกำหนดเงินผลประโยชน์ขั้นต่ำ สำหรับกรณีที่สอง เป็นการวิเคราะห์โดยจำแนกตามวิธีการสะสมทุนทั้ง 3 ประเภทได้แก่ 1) Entry Age Normal 2) Projected Unit Credit และ 3) Traditional Unit Creditผลการศึกษาพบว่า เมื่อทำการพยากรณ์ไป 10 ปี กองทุนบำนาญแบบผสมให้เงินผลประโยชน์เท่ากับกรณีแบบกำหนดเงินผลประโยชน์ และสูงกว่าแบบกำหนดเงินสมทบ สำหรับการวิเคราะห์โดยจำแนกตามวิธีการสะสมทุนพบว่า วิธีการสะสมทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกขนาดกองทุนในระบบเศรษฐกิจ คือ แบบ Projected Unit Credit ปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเงินกองทุนบำนาญแบบผสมที่กำหนดเงินผลประโยชน์ขั้นต่ำ คือ การขยายระยะเวลาอายุเกษียณให้นานขึ้น หรือ หากไม่สามารถขยายระยะเวลาเกษียณอายุ บริษัทควรเพิ่มสัดส่วนโครงสร้างอายุพนักงานในวัยเริ่มต้นทำงานมากขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรวัดเชิงวัตถุจากแผนภาพคลาส และมาตรวัดเชิงวัตถุจากแผนภาพซีเควนซ์

มาตรวัดมักถูกเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของซอฟต์แวร์หลังจากที่ซอฟต์แวร์ถูกพัฒนาเสร็จ หากมาตรวัดสามารถวัดคุณภาพซอฟต์แวร์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบซอฟต์แวร์ น่าจะช่วยสนับสนุนกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ได้ซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพด้วย ในปัจจุบันมีนักวิจัยนำเสนอมาตรวัดเชิงวัตถุอยู่หลายมาตรวัดแต่ส่วนใหญ่เป็นการวัดคุณภาพซอฟต์แวร์จากซอร์สโค้ด งานวิจัยนี้จึงศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรวัดเชิงวัตถุจากแผนภาพที่ได้จากการออกแบบเชิงวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ แผนภาพคลาสและซีเควนซ์ มาตรวัดที่ใช้วัดแผนภาพคลาสคือ มาตรวัดซีเคและเอ็มโอโอดี มาตรวัดที่ใช้วัดแผนภาพซีเควนซ์คือ มาตรวัดจากเครื่องมือสวอท คุณภาพซอฟต์แวร์ที่สนใจคือความสามารถในการบำรุงรักษาและความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรวัดพบว่า มาตรวัดคัพพลิงบีทวีนออบเจกต์คลาสมีความสัมพันธ์กับมาตรวัดเอเวอเรจยูสเสจออฟคลาสสิไฟเออร์ และมาตรวัดคัพพลิงบีทวีนออบเจกต์คลาสมีความสัมพันธ์กับมาตรวัดรีเคอริงซีเควนซ์ ดังนั้นแผนภาพซีเควนซ์จึงน่าจะสามารถชี้วัดคุณภาพซอฟต์แวร์ทั้งสองด้าน คือความสามารถในการบำรุงรักษา และความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้เช่นเดียวกับแผนภาพคลาส

ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสถานการณ์สองบทบาทที่มีต่อมโนทัศน์เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายและความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษามโนทัศน์เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสถานการณ์สองบทบาท 2) เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสถานการณ์สองบทบาทกับนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบทั่วไป 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการ ให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสถานการณ์สองบทบาท 4) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสถานการณ์สองบทบาทกับนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยด้วยวิธีการสอนแบบทั่วไป กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีตอนปลายสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จํานวน 2 ห้องเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จํานวน 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ 1) แบบวัดมโนทัศน์เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือดมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 และแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติดังต่อไปนี้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของมโนทัศน์ชีววิทยาเรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายเท่ากับร้อยละ 67.00 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 702) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของมโนทัศน์ชีววิทยาเรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ผลของการใช้วงจรการเรียนรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดของออสบอร์นที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น บูรณาการก่อนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวงจรการเรียนรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดของออสบอร์น 2) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวงจรการเรียนรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดของออสบอร์นกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบทั่วไป 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวงจรการเรียนรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดของออสบอร์นและ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนระหว่างนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวงจรการเรียนรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดของออสบอร์นและนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบทั่วไป กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดสำนักเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 2 ห้องเรียน โดยกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง และกลุ่มควบคุม 1 ห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 ค่าความยากง่ายอยู่ในข่วง 0.20-0.73 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง 0.20-0.67 และ (2) แบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.80 ค่าความยากง่ายอยู่ในช่วง 0.47-0.77 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง 0.20-0.60 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบสมมติฐานที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังต่อไปนี้ 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คิดเป็นร้อยละ 70.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 70 4) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Development of Adobe Bricks mixed with Banana Leaves Fiber and Coir asConstruction Materials for Earthen House

&
RMUTL Engineering Journal, 4, 1, 8-15

Lemon Sorting Machine using Embedded System

, &
RMUTL Engineering Journal, 4, 1, 16-24

Briquette Ratio Investigation of Charcoal Briquette Produced from Brick-Burning-Process Residual Charcoal

, , , , &
RMUTL Engineering Journal, 4, 1, 43-50

อิทธิพลของปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและการจราจรต่อปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนของพื้นที่ริมถนนในเขตกรุงเทพมหานคร

การศึกษาความสัมพันธ์ของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน กับปัจจัยอุตุนิยมวิทยาและปริมาณจราจรในพื้นที่ริมถนนเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ ถนนอินทรพิทักษ์ ถนนดินแดง และถนนลาดพร้าว โดยนำข้อมูลผลการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2554 จากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติ โดยใช้สหสัมพันธ์เพียร์สัน สมการถดถอยเชิงเส้น และสมการถดถอยพหุคูณ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนบริเวณริมถนนมีแนวโน้มลดลง โดยถนนดินแดงมีปริมาณฝุ่นละอองมากที่สุด เมื่อศึกษาจากพื้นที่ริมถนนทั้งหมดโดยแยกเป็นช่วงฤดูกาลพบว่าในช่วงฤดูหนาวมีปริมาณฝุ่นละอองสูงที่สุด และลดลงในช่วงฤดูร้อนและมีปริมาณน้อยที่สุดในช่วงฤดูฝน ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนกับปัจจัยอุตุนิยมวิทยาพบว่าอุณหภูมิมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงฝุ่นละอองมากที่สุดและมีความสัมพันธ์เชิงลบในถนนสองเส้นทาง มีค่าสหสัมพันธ์ (r) ดังนี้ ถนนอินทรพิทักษ์ r = -0.239 และถนนลาดพร้าว r = -0.441 เมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละอองกับปัจจัยอุตุนิยมวิทยาทั้งหมด พบว่าปัจจัยอุตุนิยมวิทยามีอิทธิพลต่อฝุ่นละอองของแต่ละถนน คือ 27.5% 41.9% และ 38.1% ตามลำดับ จากการศึกษาทำให้สรุปได้ว่าปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นเมื่อ ความเร็วลมต่ำ อากาศเย็นและเสถียร แสงแดดไม่มาก ส่วนปริมาณน้ำฝนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างชัดเจนในช่วงฤดูฝน โดยน้ำฝนช่วยลดช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็กจากผิวถนนทำให้ปริมาณฝุ่นละอองในช่วงฤดูฝนมีค่าลดลง ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนกับปริมาณจราจรซึ่งในแต่ละถนนมีปริมาณการจราจรแตกต่างกันแต่รถยนต์ส่วนใหญ่ของแต่ละถนนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รองลงมาคือรถจักรยานยนต์ แต่จากการศึกษาพบว่าฝุ่นละอองในบริเวณพื้นที่ริมถนนมีความสัมพันธ์กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถโดยสารประจำทาง และเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละอองกับปริมาณจราจรทั้งหมด พบว่า ปริมาณจราจรโดยรวมทั้งหมดนั้นไม่มีอิทธิพลต่อฝุ่นละอองอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพื้นที่เก็บตัวอย่างอยู่ในเมืองซึ่งมีปริมาณของยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยมาก จึงได้มีข้อเสนอแนะให้ใช้สถานที่ซึ่งมียานพาหนะเหล่านี้เป็นสัดส่วนที่สูงในบริเวณชานเมืองและบริเวณใกล้ท่าเรือในการศึกษาต่อไป นอกจากนี้เมื่อทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ปัจจัยอุตุนิยมวิทยา และปริมาณการจราจร พบว่าปัจจัยอุตุนิยมวิทยามีความสัมพันธ์กับฝุ่นละอองอย่างมีนัยสำคัญตามลักษณะภูมิศาสตร์ของพื้นที่ริมถนน

การวิเคราะห์ระบบเติมอากาศแบบกระจายอากาศที่ใช้อุปกรณ์สร้างฟิล์มของเหลว

ระบบเติมอากาศแบบกระจายอากาศเป็นระบบการเติมอากาศที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาอุปกรณ์ในระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเติมอากาศจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ อุปกรณ์สร้างฟิล์มของเหลว (Liquid Film Forming Apparatus, LFFA) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งในระบบการเติมอากาศแบบกระจายอากาศ เป็นอุปกรณ์เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่สามารถเพิ่มสัมประสิทธิ์การถ่ายเทออกซิเจน (Volumetric mass transfer coefficient, kLa) ในระบบเติมอากาศให้ดีขึ้น ทำการศึกษาการทำงานของอุปกรณ์ในระดับห้องปฏิบัติการในถังขนาด 190 ลิตรและ 330 ลิตร และทำการศึกษาในบ่อจริงในบ่อขนาด 90,000 ลิตร พบว่าอุปกรณ์สร้างฟิล์มของเหลวทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่สัมผัสจำเพาะ (Specific interfacial area, a) ให้กับระบบ เนื่องจากฟองอากาศที่เข้าสู่อุปกรณ์จะเกิดความปั่นป่วนและทำให้ฟองอากาศอยู่ในระบบนานขึ้น ทั้งนี้ควรติดตั้งอุปกรณ์ในระบบที่มีหัวกระจายอากาศที่ให้ฟองอากาศขนาดเล็กจะช่วยเพิ่มสัมประสิทธิ์การถ่ายเทมวลสารให้กับระบบได้ดีกว่าหัวกระจายอากาศที่ให้ฟองอากาศขนาดใหญ่ ความเร็วผิวของแก๊ส (Superficial gas velocity) ที่เหมาะสมในการใช้งานคือที่ 2.2 เซนติเมตรต่อวินาทีขึ้นไปสำหรับหน้าตัดของหัวอุปกรณ์สร้างฟิล์มของเหลว จะทำให้เพิ่มสัมประสิทธิ์การถ่ายเทออกซิเจนเพิ่มขึ้นประมาณ 11 - 37% ขึ้นอยู่กับขนาดของฟองอากาศ สำหรับผลการทดลองในบ่อจริงพบว่าการจัดเรียงอุปกรณ์สร้างฟิล์มของเหลวแบบ 4-D* เป็นรูปแบบการจัดวางอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการใช้งาน โดยให้ค่าประสิทธิภาพการเติมอากาศมาตรฐาน (Standard Aeration Efficiency, SAE) ที่ 1.20 กิโลกรัม/ชั่วโมง-กิโลวัตต์

REDUCTION OF PRODUCTION COST CHAETOCEROS GRACILIS CULTIVATION IN AIRLIFT PHOTOBIOREACTORS WITH REUSE CULTURE MEDIUM

Chaetoceros gracilis was cultivated in the batch cultivation system using 5 L airlift photobioreactor. The initial cell concentration was 5 x 105 cells mL-1 and Light was supplied at 135 µmol photon m-2 s-1. This research is divided into four sections. Firstly, the cultivation of C. gracilis with fresh sea water which was cultivated using modified F/2 medium and the reused medium which was cultivated again with the medium after cell separation. A maximum cell...

การจัดตั้งและการดำเนินการของวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น : ศึกษากรณี บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด

วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือที่จะทำให้การจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น จึงเป็นที่น่าศึกษาถึงการจัดตั้งและการดำเนินงานของวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น โดยศึกษาผ่านกรณีของ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ที่เป็นวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่นหน่วยงานเดียวที่มีอยู่จากการศึกษาพบว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่นนั้นยังขาดความชัดเจนและไม่เป็นระบบจนส่งผลให้เกิดปัญหาในกระบวนการจัดตั้ง สถานะทางกฎหมาย การดำเนินงาน ตลอดจนการกำกับดูแลวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่นดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อกำหนดการจัดตั้งและการดำเนินงานของวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ เพื่อที่จะเป็นฐานอำนาจในการดำเนินการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบในการจัดตั้งวิสาหกิจมหาชนท้องถิ่นในพื้นที่ของตน

Evaluating the implementation of EGAT international’s corporate social responsibility policy for the Hat Gyi Dam project on the Salween River, Myanmar

Nang Shinning
Rising electricity demand in Thailand is a key driving force for building new power projects in Thailand, as well as importing electricity from neighboring countries. One of the proposed projects in Thailand’s 2010-2030 Power Development Plan is the Hat Gyi Dam, which is located on the mainstream Salween River near the Thailand-Myanmar border in Karen State, Myanmar.The Salween River is approximately 2,400 km long and is regarded as the longest free-flowing international river in Southeast...

Left regular and right regular elements of some semigroups

We call an element x of a semigroup S a left [right] regular element if x = yx² [x = x²y] for some y ϵ S, or equivalently, x L x² [x R x²]. The variant of a semigroup S induced by a ϵ S is the semigroup (S,*) where x * y = xay for all x, y ϵ S. In this research, we characterize the left regular and right regular elements of some...

Participation and empowerment of development in kayah state : a case study of international and local non-governmental organizations

Sophia
International Non-Governmental Organizations (INGOs) and Local Non-Governmental-Organizations (LNGOs) became crucial in shaping the Local Development in Kayah State, the smallest state in Myanmar. An important activity of NGO work is to apply participation and empowerment tools in their development projects. This research assessed how both Integrated Community Development Project (ICDP)/INGO and Catholic Karuna Loikaw/LNGO took account of using participation and empowerment tools in the development processes. Specifically, the case study was done in the two...

Neural network modeling and controller design of the methyl methacrylate production process for esterification reaction in a batch reactor

To present a neural network forward model to predict a concentration and temperature profiles in a batch reactor for a MMA production, and a neural network inverse model to predict a jacket temperature set point of a heating/cooling system. The neural network forward and inverse models have been developed based on the Lenvenberg-Marquardt training algorithm. An obtained optimal neural network structure for the forward model has been employed to predict state variables over a predictive...

Effect of white Proroot® MTA and two Thai white portland cements mixed with bismuth oxide on cementoblastic differentiation in human cementoblast-like cell line

The purpose of this study was to investigate the effects of two Thai white Portland cement mixed with bismuth oxide (Chang and Kilan brands) and white ProRoot® MTA on gene expression and alkaline phosphatase activity of human cementoblast-like cell lines. Human cementoblast-like cell lines were exposed to material extracts for 1, 3, and 7 days. The expression of alkaline phosphatase, bone sialoprotein, type I collagen and osteocalcin were examined by quantitative real time polymerase chain...

Performance indicator development for pharmacovigilance system in Thailand

The goal of this study was to develop a set of indicators to assess the performance of the national center for pharmacovigilance in Thailand. The study was initiated to respond to the need of systematic evaluation of phamacovigilance system, but the lack of comprehensive tools. The indicators were designed based on the theory of organizational performance assessment and pharmacovigilance functioning framework. This is an evaluative analysis study based on cross sectional research design. The indicators...

Using acid volatile sulfide–simultaneous extracted metals as an assessment tool for metal pollution risk in the upper gulf of Thailand

Surface sediment samples from 30 station in the upper Gulf of Thailand (U-GOT) and 16 stations at the Chao Phraya river mouth collected in August 2010 and March 2011, respectively. The sediment samples were analyzed for Acid Volatile Sulfide (AVS) by purge and trap (colorimetric) technique. Simultaneous Extracted Metals (SEM) was determined by atomic absorption spectrophotometer. The study revealed that the concentrations of AVS in the U-GOT were in the range of 0.008-1.367 µmol/g dry...

Adapive discontinuous galerkin method for one-dimensional shallow water equations

The Discontinuous Galerkin (DG) method for solving the one-dimensional advection equation and shallow water equations are presented in this thesis. To improve the efficiency of this method, two types of adaptive technique are employed. These are the adaptive polynomial (p-adaptive) and the adaptive mesh (h-adaptive). The main purpose is to improve the accuracy of numerical solution during time integration process. Troubled cells needed to be refined are detected by two types of indicators, which are...

Fabrication of porous silicon nitride specimen via carbothermal reduction and nitridation of cabonized rf/silica composite

Introduction of silica into RF solution, which was prepared via the sol-gel polycondensation of resorcinol and formaldehyde using sodium carbonate as catalyst, was studied. 3-Aminopropyl trimethoxysilane (APTMS) was used as silica precursor. The reaction between RF solution and silica precursor is violent and extremely exothermic which results in rapid solidification of the mixture. To slow down the reaction, and to increase the amount of the silica precursor in the reaction, the reduction of temperature of...

Characteristics and catalytic properties of spherical zirconia-supported cobalt catalyst for methanation

This thesis focused on characteristics and catalytic properties of spherical zirconia-supported cobalt catalyst for methanation. The study was divided into two parts. In the first part, different amounts of cobalt were loaded on the spherical zirconia supports. The catalysts contained different Co loadings, i.e., 10 wt%, 15 wt% and 20 wt%. The results showed that the physical characteristics of 15 wt% and 20 wt% are similar which were better than those of 10 wt%. The...

Process design for new entrepreneur creation program

To study the standard instructional design process to design the effective course module for NEC program. The extended research on its characteristics will be necessary. The objectives of this research are to increase the performance of NEC program taken place in Research Unit for Industrial Management and Technology, Chulalongkorn University (IMTCU) by applying the standard instructional design process to reconstruct the course modules in order to measure against the NEC program objectives and participant’s requirements....

Development of an English for Academic Purposes course using content and language integrated learning approach to enhance reading and writing skills of undergraduate students

The objectives of this research were to develop an English for Academic Purposes course (EAP) using CLIL approach. The participants were 37 undergraduate students studying at Udon Thani Rajabhat University and enrolled in English for Academic Purposes as a required course in semester 2, academic year 2011. The instruments used in this research were the achievement test, a unit/lesson plan, observation form, and learning log. The data were analyzed using qualitative and quantitative statistics using...

Effect of Cr, Ni, Cu and Zn in clinker on physical properties of cement via co-processing in a pilot-scale rotary cement kiln

Co-processing of industrial wastes in cement kiln can be used for both destruction of hazardous organics and stabilization of heavy metals. This method provides a management option to use the wastes as raw materials or fuel in cement production. However, heavy metals in the wastes may adversely affect cement properties. This study investigated chemical and physical characteristics of various mixtures of heavy metals in synthetic raw materials to produce cement clinkers. Raw materials were mixed...

The behavior of Thai consumers on Korean-styled rhinoplasty surgery in Thai aesthetic clinics

Savita Kritalukkul
To study (1) the relationship between Korean wave and Korean-styled rhinoplasty trend in Thailand (2) the factors that influence the booming of Korean-styled aesthetic clinics in Thailand (3) the consumer’s behaviors on consuming these kinds of service and the possible effect. For the part of the qualitative data, the analysis was processed from the history data of this trend and from the in-depth interviews of Thai consumers with various attitudes towards rhinoplasty. Additionally, the quantitative...

Registration Year

  • 2019
    22,765

Resource Types

  • Dataset
    19,825
  • Text
    2,940