22,765 Works

Creative economy in South Korea : case study South Korea film and Thai consumers behavior

The primary purpose of this paper was aimed 1) to study value added of film to related industries. 2) To determine the factors that make people choose to watch movie. 3) To find benefit of film and adapt to Thai tourism industry. This research divined into 2 part first, supply side of Korean movie by collect data from Korean government and related filed. Second part is questionnaires to focuses on studying value added of film...

Comparison of species diversity and abundance of ants in grassland and reforestation area at Lai Nan sub district, Wiang Sa district, Nan province

Grassland is a community with specific composition of living organisms. Nowadays, grasslands are used extensively by human activities that cause various effects on living organisms. This research were to investigate and compare the diversity and abundance of ants between in grassland and reforestation area at Lai Nan Sub-district, Wiang Sa district, Nan province. Six sampling methods: hand capture with constant time, sugar baiting trap, protein baiting trap, pitfall trap, leaf litter sifting, and soil sifting,...

การเมืองในกระบวนการกำหนดนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ : ศึกษากรณีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของการเมืองในกระบวนการกำหนดนโยบาย โดยเลือกเอากรณีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ ศึกษา กระบวนการเข้าสู่วาระของนโยบายการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาการเมืองในกระบวนการกำหนดนโยบาย การจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่านโยบายที่ออกมานั้นเป็นผลทางการเมืองหรือไม่ และมีตัวแสดงใดบ้างที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาสาระในร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 และร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดตั้ง ศอ.บต. ที่ผ่านมา ว่ามีความแตกต่างในเชิงผลประโยชน์ขององค์การอย่างไร โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกำหนดนโยบายดังกล่าว และวิเคราะห์จากเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การเปลี่ยนแปลงที่เป็นแรงผลักดันให้นโยบายเปลี่ยนมากที่สุด คือ กระแสการเมืองอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นเอง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกระบวนการกำหนดนโยบายการจัดตั้ง ศอ.บต. นั้นผู้ศึกษาพบวาเป็นการแสดงจุดยืนที่เป็นความต้องการของกระทรวงมหาดไทย ต่อมาเนื้อหาของกฎหมายก็ได้ถูกปรับ ซึ่งผลที่ออกมา (Political Outcomes) ไม่ใช่ทางเลือกของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่คาดหวังไว้ (unintended) แต่นโยบายที่ออกมาเป็นผลจากการต่อรอง (Bargaining) ให้มาอยู่ที่จัดที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (Compromise)

การพัฒนาคู่มือเสริมสร้างแรงจูงใจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ขาดแรงจูงใจ : การวิจัยแบบผสมวิธี

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจของนักเรียนมัธยมศึกษาจำแนกตามภูมิหลังและศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขาดแรงจูงใจของนักเรียน 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์ใน การเสริมสร้างแรงจูงใจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ขาดแรงจูงใจ และ 3) เพื่อจัดทำคู่มือเสริมสร้างแรงจูงใจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ขาดแรงจูงใจ โดยใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ของครูที่มีการปฏิบัติดี และประเมินความเหมาะสมคุณภาพคู่มือเสริมสร้างแรงจูงใจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ขาดแรงจูงใจ ตัวอย่างการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 348 คน และครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 18 คน เก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และแบบประเมินคู่มือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ค่าสถิติบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนสามทาง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.นักเรียนมัธยมศึกษามีแรงจูงใจอยู่ในระดับปานกลาง โดยเพศกับระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน กล่าวคือ นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ามีระดับแรงจูงใจสูงกว่านักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่า ในเฉพาะกลุ่มนักเรียนหญิง และนักเรียนชายมีระดับแรงจูงใจสูงกว่านักเรียนหญิงในเฉพาะบางระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการขาดแรงจูงใจของนักเรียน คือ ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในชั้นเรียน และปัจจัยภายใน 2.กลยุทธ์ในการเสริมสร้างแรงจูงใจสำหรับนักเรียนที่ขาดแรงจูงใจ สามารถจำแนกกลยุทธ์ได้ 13 กลยุทธ์ ได้แก่ กลยุทธ์การให้รางวัลที่เป็นรูปธรรม กลยุทธ์การให้รางวัลนามธรรม กลยุทธ์ภาวะผู้นำ กลยุทธ์ การฝึกฝนและการลงโทษ กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่น กลยุทธ์การตั้งระดับความคาดหวัง กลยุทธ์การสื่อสาร กลยุทธ์การจัดการในชั้นเรียน กลยุทธ์การสอน กลยุทธ์การแข่งขันและความร่วมมือ กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์ กลยุทธ์การค้นหาความรู้ด้วยตนเอง และกลยุทธ์ในการร่วมมือกับผู้ปกครอง 3.ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือ พบว่า คู่มือที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบครบถ้วน สามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างแรงจูงใจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ขาดแรงจูงใจได้

ปัจจัยที่มีผลต่อการนำยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัยไปปฏิบัติ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการนำยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัยไปปฏิบัติ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือเจ้าหน้าที่ จำนวน 189 คน จากเรือนจำ/ทัณฑสถาน 15 แห่ง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ จำนวน 4 คน ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมนำมาวิเคราะห์โดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1.เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถานต่างกันมีความเห็นต่อปัจจัยด้านความชัดเจนของยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัย และปัจจัยด้านจิตใจและทัศนคติของผู้ต้องขังไม่แตกต่างกัน ยกเว้นความเห็นต่อปัจจัยด้านความเพียงพอของทรัพยากรในหน่วยงาน ปัจจัยด้านความรู้ความสามารถและทัศนคติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกหน่วยงานที่แตกต่างกัน รวมทั้งผลของการนำยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัยไปปฏิบัติก็แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2.ปัจจัยที่มี่ผลต่อการนำยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัยไปปฏิบัติ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยด้านความเพียงพอของทรัพยากรในหน่วยงาน ปัจจัยด้านความรู้ความสามารถและทัศนคติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกหน่วยงาน และปัจจัยด้านจิตใจและทัศนคติของผู้ต้องขัง ยกเว้นปัจจัยด้านความชัดเจนของยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัย ที่ไม่มีผลต่อการนำยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัยไปปฏิบัติที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ซึ่งปัจจัยทั้ง 5 ตัวร่วมกันสามารถพยากรณ์ถึงการนำยุทธศาสตร์พัฒนาพฤตินิสัยไปปฏิบัติได้ร้อยละ 62.5

การกำหนดพื้นที่กันชนระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับชุมชน กรณีศึกษาเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงลักษณะทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่โดยรอบที่มีการประกอบกิจการอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวนำ ซึ่งการมุ่งพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบนั้นทำให้พื้นที่นี้ประสบปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบไปยังพื้นที่อยู่อาศัยและสุขภาพของประชาชน โดยกระบวนการศึกษานั้นจะทำการศึกษาถึงปัจจัยในด้านที่เกี่ยวข้องกับการแพรกระจายมลพิษทางอากาศและการใช้พื้นที่กันชนในการลดและบรรเทามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยกระบวนการวิเคราะห์การแพร่กระจายมลพิษนั้นจะใช้ผลการศึกษา Evaluation of AERMOD Dispersion Model for Map Ta Phut Industrial Area, Rayong Province เพื่อให้เห็นถึงขอบเขตของการแพร่กระจายมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิดไปยังพื้นที่โดยรอบ นำไปสู่การกำหนดพื้นที่กันชนอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ผลการศึกษาพบว่าบริเวณเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่โดยรอบมีการเติบโตไปอย่างรวดเร็วได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านการใช้ที่ดินที่ไม่สัมพันธ์กันระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้อุตสาหกรรมของพื้นที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษที่มีการแพร่กระจายสารมลพิษอากาศโดยเฉพาะก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์มีขอบเขตและระยะการแพร่กระจายกว้างและไกลตามปัจจัยทางภูมิศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกับปัญหาด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกันของพื้นที่ ผลกระทบจึงไปสู่ผู้รับคือประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบเขตอุตสาหกรรมโดยเฉพาะบริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่โดยใช้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องจึงเป็นวิธีการที่นำมาใช้กำหนดพื้นที่กันชนระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับชุมชนใน 3 พื้นที่หลัก คือ บริเวณรอบพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก บริเวณรอยต่อเทศบาลเมืองมาบตาพุดกับอำเภอบ้านฉางและบริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอลเพื่อเป็นการลดและบรรเทาผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้การที่พื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่อยู่อาศัยมีการเว้นระยะตามมาตรฐานความปลอดภัยแล้วจะทำให้ประชาชนที่จะมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยลดลง การใช้มาตรการในลักษณะที่เป็นข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินรวมทั้งวิธีการย้ายชุมชนออกนอกพื้นที่นั้นทำให้เกิดความปลอดภัยและมีการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่อุตสาหกรรมรวมทั้งพื้นที่กันชนได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

การทำนายปริมาณออกไซด์ของไนโตรเจนที่ปล่อยจากเครื่องยนต์กังหันก๊าซ

ในปัจจุบันการควบคุมมลภาวะได้กลายเป็นปัญหาที่สำคัญเนื่องจากกฎหมายที่มีความเข้มงวดขึ้นมากขึ้น เครื่องยนต์กังหันก๊าซซึ่งจะถูกใช้เป็นเครื่องจักรต้นกำลังในโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานก๊าซโดยทั่วไป จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถก่อกำเนิดมลภาวะทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไนโตรเจนออกไซด์ จากกระบวนการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในห้องเผาไหม้ในงานวิจัยนี้ แบบจำลองห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์กังหันก๊าซชนิดที่ใช้กับอุตสาหกรรมการบินได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะทำนายปริมาณการเกิดไนโตรเจนออกไซด์ การสร้างแบบจำลองกระบวนการภายในห้องเผาไหม้จะถูกแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกจะเป็นการใช้โปรแกรมจำลองกระบวนการผลิตในการหาข้อมูลที่จำเป็นและเงื่อนไขขอบเขตรอบห้องเผาไหม้ และในขั้นตอนที่ 2 จะใช้ข้อมูลเงื่อนไขขอบเขตและปฏิกิริยาไนโตรเจนออกไซด์จากอุณหภูมิ ไนโตรเจนออกไซด์อย่างรวดเร็ว และไนโตรเจนออกไซด์ผ่านสารตัวกลางไนตรัสออกไซด์ นำมาประยุกต์ใช้กับโปรแกรมจำลองพลศาสตร์ของไหล เพื่อที่จะทำนายรูปแบบของก๊าซที่เกิดขึ้นในห้องเผาไหม้ จากผลการจำลองพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณไนโตรเจนออกไซด์คือภาระของเครื่องยนต์หรือปริมาณการผลิตไฟฟ้า สมรรถนะของเครื่องยนต์ อุณหภูมิของอากาศโดยรอบเป็นค่าที่มีผลกระทบมากที่สุดในการเกิดไนโตรเจนออกไซด์ ประโยชน์ที่ได้จากผลการจำลองในงานวิจัยชิ้นนี้ จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมการเกิดในไตรเจนออกไซด์จากเครื่องยนต์กังหันก๊าซ เพื่อที่จะนำมากำหนดกลยุทธการเดินเครื่องให้มีปริมาณการเกิดมลภาวะน้อยที่สุด

ประสิทธิภาพของการบริหารยาปฏิชีวนะ 2 ชนิดตามความไวของเชื้อเปรียบเทียบกับการให้ยาปฏิชีวนะ 1 ชนิด ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีภาวะช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ

ที่มา: การรักษาภาวะช่องท้องอักเสบจากแบคทีเรีย Enterobacteriaceae ด้วยยาปฏิชีวนะตามความไวของเชื้อเพียงชนิดเดียวมีผลลัพธ์การรักษาที่ไม่ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่เคยมีการศึกษาเปรียบเทียบแบบไปข้างหน้าระหว่างการให้ยาปฏิชีวนะดังกล่าวและการให้ยาปฏิชีวนะตามความไวของเชื้อเพียงชนิดเดียวมาก่อน วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการศึกษาสหสถาบันแบบไปข้างหน้า ในโรงพยาบาลทั้งหมด 22 แห่ง ระยะเวลาดำเนินการศึกษา 6 เดือน ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องซึ่งมีภาวะช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ผู้ป่วยจะถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะ 1 ชนิด และกลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ประเมินผลประสิทธิภาพการรักษาจากผลรวมของผลลัพธ์การรักษาที่ไม่ดี ได้แก่ การล้มเหลวของการรักษา การเอาสายล้างช่องท้องออก การเสียชีวิต และการเกิดภาวะช่องท้องอักเสบซ้ำ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีภาวะช่องท้องอักเสบซึ่งสามารถเข้าร่วมการศึกษาได้ทั้งหมด 66 ราย กลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะ 1 ชนิด 34 ราย และกลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด 32 ราย ข้อมูลพื้นฐานทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ไม่พบความแตกต่างของผลรวมของผลลัพธ์การรักษาที่ไม่ดี (ร้อยละ 23.5 และ 28.1, p=0.78) และไม่พบภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งได้แก่ การแพ้ยา การเกิดการติดเชื้อดื้อยา และภาวะช่องท้องอักเสบจากเชื้อรา สรุปผลการศึกษา: ไม่พบว่าการให้ยาปฏิชีวนะตามความไวของเชื้อร่วมกันสองชนิดในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีภาวะช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบทั่วไปมีประสิทธิภาพการรักษาดีกว่าการให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงชนิดเดียว

การลดพลังงานสำหรับระบบการผลิตน้ำแข็งหลอด

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอัตราผลผลิตด้านพลังงาน และด้านเวลาการผลิต สำหรับระบบการผลิตน้ำแข็งหลอด โดยการศึกษาสมดุลวัสดุของน้ำเข้าและน้ำออก วัดการใช้พลังงานไฟฟ้า ศึกษาปัจจัยควบคุมการผลิตได้แก่ เวลาทำน้ำแข็ง 33.50, 34.50, 34.75, 35.00 และ 35.50 นาที และเวลาละลายน้ำแข็ง 4.50, 5.00 และ 5.50 นาที สุ่มวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในและนอกของน้ำแข็งหลอด ผลการศึกษาพบว่า (1) มีน้ำเย็นทิ้งออกจากระบบจำนวน 401 ลิตร/รอบการผลิต จากการปรับระดับลูกลอยมีน้ำเย็นทิ้งลดลงเหลือ 96 ลิตร/รอบการผลิต ทำให้ประหยัดพลังงาน 2.87 kwh/รอบการผลิต คิดเป็นค่าใช้จ่าย 8.16 บาท/รอบการผลิต (2) เวลาทำน้ำแข็ง 34.50 นาที และเวลาละลายน้ำแข็ง 4.50 นาที มีผลให้น้ำแข็งหลอดมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายในเฉลี่ย 9.63 ± 0.14 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด 9.5 ± 0.5 มิลลิเมตร ซึ่งพลังงานไฟฟ้าลดลงจากเดิม 100.25 เป็น 97.6 kwh/รอบการผลิต หรือประหยัดพลังงานได้ 2.65 kwh/รอบการผลิต (คิดเป็น 7.53 บาท/รอบการผลิต) อัตราผลผลิตด้านพลังงาน และอัตราผลผลิตด้านเวลาการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 14.86 กิโลกรัม/kwh และ 37.84 กิโลกรัม/นาที เป็น 15.58 กิโลกรัม/kwh และ 38.99...

การควบคุมแรงสำหรับการเจียระไนพลอยด้วยเครื่องเจียระไนพลอยจุฬาแบบอัตโนมัติ

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษา ออกแบบ และพัฒนาระบบควบคุมตำแหน่งและแรงทางอ้อม สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องเจียระไนพลอยจุฬาแบบอัตโนมัติ ในงานเจียระไนพลอยแบบอัตโนมัติ เครื่องเจียระไนพลอยจุฬาแบบอัตโนมัติประกอบด้วยการเคลื่อนที่แบบควบคุมตำแหน่ง 4 แกน และการควบคุมแบบ เปิด-ปิด 2 แกน คือการหมุนจานเจียระไนและการส่ายเข้า-ออกของจานเจียระไน โดยที่สามารถเจียระไนพลอยได้หลายเม็ดพร้อมกัน นอกจากนี้ขนาดและรูปร่างของพลอยที่ได้จะมีขนาดและคุณภาพความเงาที่ใกล้เคียงเท่ากัน ในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการพัฒนาตัวควบคุมตำแหน่งการเคลื่อนที่ให้มีความรู้สึกของแรงแบบผ่อนตามในขณะที่กดพลอย และทดสอบระบบควบคุมแรงกดที่พัฒนาขึ้นนี้โดยใช้พลอยชนิด คิวบิค เซอร์โคเนีย ที่มีความแข็งระดับ 8.5 โดยการหาแบบจำลองสภาพแวดล้อมของ การเจียระไนพลอยก่อน และหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับการเจียระไนขัดขึ้นเงาของพลอยชนิดนี้ พร้อมหาขนาดขอบเขตช่วงของแรงกดที่รู้สึกได้จากตัวควบคุมแรงที่พัฒนาขึ้น แล้วนำค่าพารามิเตอร์ที่หาได้ทั้งหมดนี้มาทดลองเจียระไนพลอยเพื่อให้พลอยที่ได้มีขนาดและความเงาที่ใกล้เคียงกัน

การแสดงออกของยีนที่ควบคุมการแปลรหัสในซิโนวิโอไซต์จากผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการเสื่อมสลายไปของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการแสดงออกของยีนที่เปลี่ยนแปลงไปในซิโนวิโอไซต์ จากการศึกษาข้อมูลไมโครอาร์เรย์ โดยใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศเปรียบเทียบการแสดงออกของยีนในเยื่อบุข้อระหว่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (n=10) และกลุ่มควบคุม (n=9) พบว่ามีอย่างน้อย 4,816 ยีน มีการแสดงออกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากนั้นจึงเลือกยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการถอดรหัสและแปลรหัส ได้แก่ ATF3 DPH5 eIF4G2 และ SBP2 มาศึกษาระดับการแสดงออกของแต่ละยีนด้วยวิธี real-time PCR เพื่อใช้เปรียบเทียบและยืนยันผลที่ได้จากไมโครอาร์เรย์ โดยใช้ตัวอย่างอาร์เอ็นเอที่สกัดได้จากน้ำไขข้อ และซิโนวิโอไซต์ในน้ำไขข้อที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งได้จากผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม 10 ราย และกลุ่มควบคุม 5 ราย จากผล real-time PCR พบว่า ระดับการแสดงออกของ eIF4G2 DPH5 และ SBP2 จากตัวอย่างน้ำไขข้อ มีการแสดงออกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมกับกลุ่มควบคุม (P < 0.05) โดย DPH5 eIF4G2 และ SBP2 มีการแสดงออกเพิ่มขึ้นในผู้ป่วย ซึ่ง eIF4G2 และ SBP2 มีทิศทางการแสดงออกสวนทางกับข้อมูลที่ได้จากไมโครอาร์เรย์ ส่วน ATF3 ที่ได้จากน้ำไขข้อพบว่ามีการแสดงออกไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมกับกลุ่มควบคุม (P > 0.05) ในระดับที่การแสดงออกของ ATF3 ที่ได้จากตัวอย่างเพาะเลี้ยงเซลล์ มีการแสดงออกเพิ่มขึ้นในผู้ป่วย (P < 0.01) ซึ่งตรงข้ามกับผลของไมโครอาร์เรย์ ที่ ATF3 มีการแสดงออกลดลง แต่ DPH5...

ประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการดูแลตนเอง สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการดูแลตนเองที่ดำเนินการโดยบุคลากรด้านการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในศูนย์บริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองในคลินิกแบบมีกลุ่มควบคุม ศึกษาในศูนย์บริการสาธารณสุข 4 แห่งของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 20 ปีขึ้นไป มีระดับน้ำตาลสะสมตั้งแต่ร้อยละ7 ขึ้นไป และอาศัยในจังหวัดกรุงเทพมหานคร อาสาสมัครจำนวน 180 ราย ถูกสุ่มเข้าเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 90 ราย มาตรการทดลองใช้โปรแกรมสนับสนุนการจัดการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หลักสูตร 6 คาบตามแนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจ ดำเนินการโดยบุคลากรสุขภาพสหสาขา จัดประชุมกลุ่มย่อยทุก 2 สัปดาห์ 6 ครั้งและติดตามให้คำแนะนำทางโทรศัพท์ 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ 10 และ 20 กลุ่มควบคุมได้รับบริการปกติที่ศูนย์บริการสาธารณสุขโดยพบแพทย์และพยาบาลเดือนละครั้ง เก็บข้อมูล3 ครั้งก่อนเริ่มการทดลองและในสัปดาห์ที่ 12และ 24 หลังเริ่มการทดลอง เพื่อประเมินผลลัพธ์ ได้แก่ ระดับน้ำตาลสะสม วัดความดันโลหิต ดัชนีมวลกาย การรับรู้ความสามารถตนเอง พฤติกรรมการดูแลตนเอง ภาวะซึมเศร้า คุณภาพชีวิตด้านเบาหวาน และคุณภาพชีวิตทั่วไป ท้ายสุดเหลือข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้174 ราย ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลสะสม ระดับความดันโลหิต ดัชนีมวลกาย ไม่แตกต่างกับกลุ่มควบคุมทั้งในทุกรอบการประเมิน แต่มีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนการรับรู้ความสามารถในตนเอง (p=0.004) คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง (p<0.001) ภาวะซึมเศร้าลดลง(p<0.001)คุณภาพชีวิตด้านโรคเบาหวาน (p<0.001)และคุณภาพชีวิตทั่วไป (p<0.001) ในสัปดาห์ที่ 24 แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งดำรงอยู่หลังจากปรับผลของปัจจัยรบกวนแล้ว สรุป...

ยางธรรมชาติเสริมแรงด้วยซิลิกาปริมาณสูงที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการโซล-เจลในน้ำยาง

ในงานวิจัยนี้ได้สังเคราะห์อินซิทูซิลิกาในน้ำยางธรรมชาติโดยปฏิกิริยาโซล-เจล ให้มีปริมาณสูงและมีการกระจายตัวของอนุภาคซิลิกาในตัวกลางยางธรรมชาติที่ดี โดยศึกษาผลของตัวแปรต่างๆ ของปฏิกิริยาโซล-เจลที่มีต่อปริมาณอินซิทูซิลิกา เช่น ปริมาณของ TEOS อัตราส่วนโดยโมลของน้ำต่อ TEOS เวลาในการเกิดปฏิกิริยา และอุณหภูมิในการเกิดปฏิกิริยา พบว่า ภาวะที่เหมาะสมในการสังเคราะห์อินซิทูซิลิกาให้ได้ปริมาณสูงสุดคือ ปริมาณ TEOS เท่ากับ 200 ส่วนในร้อยส่วนของเนื้อยาง (phr) อัตราส่วนโดยโมลของน้ำต่อ TEOS ที่ 28.91:1 ทำปฏิกิริยาที่อุณหภูมิห้อง ปฏิกิริยาจะเข้าสู่สมดุลเวลา 1 วัน สามารถสังเคราะห์อินซิทูซิลิกาได้สูง 53.61 phr หรือ 34.9 % หลังจากนั้นศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของวัสดุคอมพอสิต ได้แก่ ลักษณะการคงรูป สมบัติเชิงกล สมบัติเชิงพลวัติ และสมบัติเชิงความร้อนของยาง เปรียบเทียบกับคอมพอสิตยางธรรมชาติที่เสริมแรงด้วยซิลิกาเกรดการค้า พบว่าเมื่อเสริมแรงคอมพอสิตยางธรรมชาติด้วยอินซิทูซิลิกาสามารถปรับปรุงสมบัติต่างๆ ของยางได้ดีกว่าคอมพอสิตยางธรรมชาติที่เสริมแรงด้วยซิลิกาเกรดการค้า รวมทั้งให้การกระจายตัวของอนุภาคอินซิทูซิลิกาที่สม่ำเสมอกว่าคอมพอสิตยางธรรมชาติที่เสริมแรงด้วยซิลิกาเกรดการค้า วิเคราะห์ลักษณะการกระจายตัวของอนุภาคซิลิกาโดยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด นอกจากนั้นศึกษาผลของการเติมสารคู่ควบไซเลน พบว่าคอมพอสิตยางธรรมชาติที่เสริมแรงด้วยอินซิทูซิลิกาให้คุณสมบัติต่าง ๆ ที่ดีโดยไม่จำเป็นต้องใช้สารคู่ควบไซเลน ในขณะที่คอมพอสิตยางธรรมชาติที่เสริมแรงด้วยซิลิกาเกรดการค้าจำเป็นต้องใช้สารคู่ควบไซเลน

การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของกระดูกอ่อนในซิโนวิโอไซต์จากผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเสื่อม (osteoarthritis, OA) เป็นโรคในกลุ่มอาการข้ออักเสบ (arthritis) จัดเป็นโรคกระดูกที่พบได้บ่อยในประชากรสูงอายุทั่วไปการแสดงออกของยีนที่เปลี่ยนแปลงไปและการเสื่อมของกระดูกอ่อนเป็นปัจจัยในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ในงานวิจัยนี้ใช้ชีวสารสนเทศน์ในการคัดเลือกยีนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของกระดูกอ่อนจากฐานข้อมูลไมโครอาร์เรย์ที่เปรียบเทียบการแสดงออกของยีนระหว่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมและคนปกติ ผลจากไมโครอาร์เรย์พบว่ายีน EBP IMPAD1 PPAPDC1B และ FIBIN มีแนวโน้มที่จะมีระดับการแสดงออกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากนั้นได้ยืนยันผลระดับการแสดงออกในซิโนวิโอไซต์ชนิดบีด้วยเทคนิค real-time PCR พบว่าการแสดงออกของยีน EBP IMPAD1 และ PPAPDC1B ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (N=33) และกลุ่มควบคุม (N=5) มีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ยีน FIBIN ซึ่งได้ออกแบบไพรเมอร์โดยอาศัยลำดับนิวคลีโอไทด์ของชุดโพรบที่จำเพาะต่อยีนค่าการจับของโพรบระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมและกลุ่มควบคุมมีค่าแตกต่างกันมากกว่า 5 เท่า พบว่ามีการแสดงออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.0228) ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งผลมีความสอดคล้องกับค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ด้วยชีวสารสนเทศน์ เมื่อการเกิดเมทิลเลชันบนโพรโมเตอร์ของยีน FIBIN ด้วยเทคนิค pyrosequencing และวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ด้วยสถิติแบบ Pearson correlation พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ระหว่างระดับการแสดงออก และการเกิดเมทิลเลชันบนโพรโมเตอร์การแสดงออกที่เปลี่ยนไปของยีน FIBIN อาจเป็นกลไกที่ซิโนวิโอไซต์ชนิดบีใช้ในการซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่เกิดการเสียหายของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม หรืออาจเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดกระดูกงอกในข้อเข่าของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการรุนแรงขึ้น และนำไปสู่สภาวะทุพลภาพ อย่างไรก็ตามกลไกของยีน FIBIN ที่มีต่อโรคข้อเข่าเสื่อมยังไม่แน่ชัด ดังนั้นควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงกลไกการทำงานของยีน FIBIN เพื่ออาจใช้ในการพัฒนาการรักษาที่มีความจำเพาะต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้

การโคลนยีนไฟโคไซยานินซีสายเบต้าเพื่อศึกษาบทบาทใน การปกป้องเม็ดเลือดแดงที่มีฮีโมโกลบินอีจากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ

ภาวะ oxidative stress เป็นภาวะที่ร่างกายมี reactive oxygen species (ROS) ในปริมาณที่มากเกินจนร่างกายไม่สามารถกำจัด ROS ได้หรือมีความสามารถกำจัดได้น้อยลง ก่อให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระกับสารอนุมูลอิสระ ROS จึงมีบทบาทสำคัญในการเหนี่ยวนำให้เกิดพยาธิสภาพในโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรคเลือดบางชนิด เช่น โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว, โรคพร่องเอนไซม์ G6PD และ โรคธาลัสซีเมีย ปัจจุบันมีการศึกษาและค้นหาสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่สกัดได้จากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เพื่อนำมาใช้เสริมฤทธิ์การรักษาของโรคที่มีภาวะ oxidative stress ได้ ไฟโคไซยานินซีเป็นไฟโคบิลิโปรตีนที่มีคุณสมบัติเด่นทางด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเหตุนี้จึงได้ศึกษาประสิทธิภาพความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของ apo-c-PC() เปรียบเทียบกับ native c-PC ที่สกัดได้จากสาหร่ายสไปรูลินา โดยสามารถโคลนยีนและแสดงออกโปรตีน apo-c-PC() ใน Escherichia coli วิเคราะห์และประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของ apo-c-PC() และ native c-PC ด้วยการวัดค่า Trolox equivalent antioxidant capacities และความสามารถในการปกป้องเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติและเซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วย homozygous hemoglobin E จากการทำลายด้วย peroxyl radicals และ hydrogen peroxide พบว่า apo-c-PC() และ native c-PC สามารถปกป้องเซลล์เม็ดเลือดแดงจากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระได้ ดังนั้น การผลิตโปรตีน c-PC ในแบคทีเรียนั้นช่วยลดต้นทุนและเวลาในการผลิต และได้ผลผลิตโปรตีนที่มีความบริสุทธิ์สูง นอกจากนี้สามารถทำการพัฒนาเทคนิคการผลิตด้วยเทคโนโลยีทางอณูชีววิทยาเพื่อให้ได้โปรตีนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและนำไปใช้ในเสริมฤทธิ์ การรักษาผู้ป่วยได้ในอนาคต

การสร้างชุดการเรียนรู้ OFDM แบบเวลาจริงโดยใช้ TMS320VC5416

เทคนิค OFDM สามารถแก้ปัญหาเฟดดิงในการสื่อสารสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี จึงมีการนำไปใช้ในมาตรฐานการสื่อสารสมัยใหม่จำนวนมาก แต่ระบบ OFDM มีความซับซ้อนซึ่งยากต่อการเรียนรู้ทำความเข้าใจ วิทยานิพนธ์นี้จึงได้ออกแบบและพัฒนาระบบ OFDM ซึ่งใช้ช่องสัญญาณเสียงผ่านอากาศ โดยใช้ DSP TMS320VC5416 เป็นตัวประมวลผล เพื่อนำไปใช้เป็นชุดการเรียนรู้ระบบ OFDM แบบเวลาจริง ระบบที่ได้พัฒนาขึ้นใช้จำนวนคลื่นพาห์ย่อย 128 ความถี่, อัตราการสุ่มข้อมูล 48 kHz, มีช่วงเวลาการ์ดอินเทอร์วอล 50 เปอร์เซ็นต์, ลดอัตราส่วนกำลังงานสูงสุดต่อกำลังงานเฉลี่ย (PAPR) ด้วยวิธีการแมปเลือกที่มีชุดลำดับเฟสคงที่, ใช้รูปแบบการส่งสัญญาณไพล็อตแบบบล็อก, ประมาณช่องสัญญาณด้วยเทคนิคกำลังสองน้อยที่สุด, ใช้การซิงโครไนซ์ทางเวลาด้วยสัญญาณ ปรีแอมเบิลและช่วงเงียบ, ใช้การมอดูเลตคลื่นพาห์ย่อยในแบบ QPSK, 16QAM หรือ 64QAM, ใช้การจัดสรรบิตและกำลังแบบปรับตัว (ABPL) เพื่อให้ทุกคลื่นพาห์ย่อยของสัญญาณที่ภาครับมีขนาดเท่ากัน หรือให้มีอัตราส่วนคลื่นพาห์ต่อสัญญาณรบกวน (CNR) เท่ากันได้ ระบบดังกล่าวนี้ยังไม่มีการซิงโครไนซ์ทางความถี่เนื่องจากภาคส่งและภาครับยังคงใช้สัญญาณนาฬิการ่วมกันอยู่ ได้มีการทดสอบระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อหาอัตราการผิดพลาดบิต (BER) ที่ค่า Eb/No ต่างๆ รวมทั้งได้ทดสอบการทำงานกับช่องสัญญาณเสียงที่สามารถควบคุมการกระจายตัวค่าประวิงเวลาได้ ได้ผลการทดลองสอดคล้องกับทฤษฎีตามคาดหมาย และสามารถนำผลการทดลองมาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของระบบ OFDM ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาเอกสารประกอบการทดลองเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นชุดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นชุดการเรียนรู้การโปรแกรม DSP ขั้นสูงได้อีกด้วย

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านกาแฟพรีเมียมของคนไทยในรูปแบบแฟรนไชส์

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์ร้านกาแฟพรีเมียมเพื่อสุขภาพในระบบแฟรนไชส์มีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือ 1.เพื่อหากลยุทธ์ในการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรของร้านกาแฟพรีเมียมเพื่อสุขภาพ 2.เพื่อหาแนวทางในการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรที่เหมาะสมกับร้านกาแฟพรีเมียมเพื่อสุขภาพ 3.เพื่อหาองค์ประกอบทางเรขศิลป์ของร้านกาแฟพรีเมียมเพื่อสุขภาพสำหรับใช้ในการออกแบบภาพลักษณ์องค์กรและบรรจุภัณฑ์ โดยอาศัยทฤษฎีภาพต้นแบบ (Archetypes) การวิจัยนี้อาศัยการเก็บข้อมูลแบบไม่เฉพาะเจาะจง การเก็บข้อมูลวิจัยครั้งนี้อาศัยตัวอย่างความไม่น่าจะเป็นและแบบสอบถามถูกใช้ในการเก็บข้อมูลและแบบสอบถามที่ใช้เก็บข้อมูลอาศัยวิถีชีวิตของผู้บริโภคและพฤติกรรม หลังจากนั้นแบบสอบถามอีกหลายชุดถูกพัฒนาขึ้นโดย ผู้วิจัยได้แจกจ่ายไปยังผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาดจำนวน 6 ท่าน นักออกแบบภาพลักษณ์องค์กร 6 ท่าน เพื่อชี้ให้เห็นองค์ประกอบ ภาพลักษณ์และทัศนธาตุที่เหมาะสม ผลของงานวิจัยพบว่า Allussive Mark คือ ตราสัญลักษณ์ที่ใช้องค์ประกอบภาพของ สิ่งที่มีความเกี่ยวพันกับประวัติ ประเภทและลักษณะพิเศษขององค์กร และนำเสนอในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ ผลของการวิจัยสามารถชี้ให้เห็นดังนี้ 1. กลยุทธ์ทางการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรของร้านกาแฟพรีเมียมเพื่อสุขภาพได้แนวคิดหลักว่า ห้องสมุดสุขภาพ (Health Library) ซึ่งแบ่งเป็นบุคลิกภาพได้ 3 แนวทางได้แก่ 1. Seeker 2.Companion 3.Earth Mother 2.แนวทางในการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้ตราสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวพันกับประวัติ ประเภทลักษณะพิเศษขององค์กรแล้วนำมาเสนอในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ (Allusive Mark) 3. องค์ประกอบทางเรขศิลป์ที่เหมาะสมได้แก่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และตัวอักษรภาษาไทยใช้ตัวไม่มีเชิง (Sans Serif), ใช้รูปทรงอิสระ, สี คือ เอิร์ทโทน และใช้ภาพถ่าย

Feasibility study of flared gas utilization for unconventional oilfield in thailand

In this thesis, an onshore marginal oilfield is studied. The field currently produces oil approximately 8,500 barrels per day as well as natural gas around 1,300,000 scfd (standard cubic feet per day) which is disposed by flaring. The challenging of this field is that there are twenty nine oil wells producing oil from twenty one well site locations while each well has its own processing equipment’s and does not connect to each other. Furthermore, this...

A computational method for ordinal probit regression base on polar metropolis

The problem of estimating the cutpoints of an ordinal probit model in a Bayesian setting is a problem of constrained cumulative normal distribution. The Gibbs sampler method, applied to this problem, demonstrated a slow convergence rate due to the conical geometry of the support of the distribution. This research presents a new MCMC method based on the Metropolis algorithm operating on the polar coordinate of the problem. The efficiency of both algorithms is measured based...

Financing for technological innovation business startup

The objectives of this study aim to explore factors that investors use for decision making to invest in business startups that base their innovation on technology, create conceptual model, develop financial decision model and test acceptance of model. The study was conducted with investors and related persons using semi-structured interview revealing that investors focus their criteria around security and growth value obtained from technological innovation. The startups that contained options or flexibility in technology or...

สภาพและปัญหาการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 ด้าน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับครูภาษาไทย จำนวน 353 คน แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้กับครูภาษาไทย จำนวน 6 คน แบบสัมภาษณ์กับหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและนักวิชาการศึกษา จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูออกแบบการจัด การเรียนรู้แบบเดิม โดยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ครูส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยายและเทคนิค การยกตัวอย่าง ด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ พบว่า ครูใช้สื่อประเภทวัสดุ เช่น บัตรคำ แถบประโยคและใช้แหล่งการเรียนรู้ประเภทห้องสมุดโรงเรียน ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า ครูประเมินหลังสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้และใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบอัตราส่วน 2. ปัญหาการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูไม่ได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สาระการเรียนรู้ในหลักสูตรมีมากเกินไป เมื่อเทียบกับจำนวนคาบเรียนที่กำหนด ทำให้ไม่สามารถจัดเวลาสำหรับการประเมินผลการเรียนรู้ได้และขาดแคลนสื่อการเรียนรู้ 3. แนวทางการแก้ไขปัญหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดอบรมครูเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้และมีครูที่สำเร็จการศึกษาวิชาเอกภาษาไทยโดยตรง

Faculty’s and medical students’ opinions towards the use of logbook at Department of Surgery, Bangkok Metropolitan Administration Medical College and Vajira Hospital.

Objective: To determine the opinion of the faculty and the medical students toward the use of the logbook at Department of Surgery, Faculty of Medicine Vajira Hospital Method: This research made in all faculty and 4th – 6th medical students at Department of Surgery, Faculty of Medicine Vajira Hospital. The opinion was collected by used questionnaires in difference dimension to logbook. Questionnaires included opinion in upgrade of logbook. The result was used to develop teaching...

Role of ingredient combination on butter cake qualities

This research aimed to cluster commercial sliced cakes by its texture properties and studied the effects of the ratio of main ingredients combination on their texture properties in order to cluster with commercial cakes. From Cluster analysis using Hierarchical model with principal component analysis (PCA) of texture profile analysis (TPA) values of commercial cake (12 products) used together with butter cakes obtained by varying the ratio of 4 ingredients including sugar, butter, margarine and egg,...

Different but similar: institutional dimensions of the Association of Southeast Asian Nations and of the European Union

Ricardo Jorge Guedes De Freitas Rodrigues
This research paper examines the institutional dimensions of the Association of Southeast Asian Nations and the European Union, two of the most relevant regional integration processes in today´s world. As a descriptive case study, it looks in-depth at the role, composition, functions, and powers exercised by the European Parliament, as a democratically representative organ in the European institutional architecture, and draws a parallel to how and by which structures are analogous functions and powers exercised...

On developments of the existence of fixed points that belong to the zero set of functions with applications

Recently, the exciting idea of ϕ-fixed point and the elementary results on ϕ-fixed points were first investigated by Jleli et al. [Fixed point theory in partial metric spaces via ϕ-fixed point's concept in metric spaces. J Inequal Appl 2014;426]. They first initiated the concept of (F,ϕ)-contraction mapping with the help of some control function, which is one of the exciting generalizations of the classical Banach contraction mapping and first introduced the concepts of ϕ-fixed point...

Registration Year

  • 2019
    22,765

Resource Types

  • Dataset
    19,825
  • Text
    2,940