22,877 Works

พฤติกรรมการใช้และความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ของผู้ใช้กลุ่ม generation Y ในกรุงเทพมหานคร

การศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการใช้และความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ของผู้ใช้กลุ่ม Generation Y ในกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร พฤติกรรมการใช้และความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ของผู้ใช้งาน โดยมุ่งเน้นทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างของลักษณะทางประชากร ที่ส่งผลต่อกับพฤติกรรมการใช้และความพึงพอใจ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้กับความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ของผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่ม Generation Y (มีอายุระหว่าง 20 – 39 ปี ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร และมีบัญชีแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) อย่างน้อย 1 บัญชีในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจ (Volunteer Sampling) เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ระดับการศึกษาปริญญาตรี และเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ในแต่ละวันเป็นระยะเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) อยู่ในระดับมาก ทั้งในประเด็นด้านการรับรู้คุณภาพของแอปพลิเคชัน และประเด็นด้านการใช้ประโยชน์จากเเอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok)ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุแตกต่างกัน จะมีพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ด้านระยะเวลาในการใช้ แตกต่างกัน ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน จะมีความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ทั้งในด้านความพึงพอใจด้านการรับรู้คุณภาพของแอปพลิเคชัน และความพึงพอใจด้านการใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) แตกต่างกันทั้งยังพบว่า พฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ด้านระยะเวลาในการใช้ไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) ทั้งในด้านการรับรู้คุณภาพของแอปพลิเคชัน และด้านการใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชัน

การศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางกฎหมายในการนำ \"BLOCKCHAIN\" มาใช้ป้องกันการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางกฎหมายในการนำ “Blockchain” มาใช้ป้องกันการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและรูปแบบ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบในปัจจุบัน ว่ามีลักษณะและรูปแบบเป็นอย่างไร ศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางกฎหมายในการนำ “Blockchain” มาใช้ป้องกันการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบ และป้องกันปัญหาการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งข้อเสนอเชิงนโยบายในการตัดสินใจนำ"Blockchain" มาใช้ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า Blockchain มีข้อดีในด้านความโปร่งใสในการทำธุรกรรม เนื่องจากระบบดังกล่าวเมื่อได้รับฉันทามติจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขธุรกรรมดังกล่าวได้อีก รวมทั้งสามารถนำมาใช้ตรวจสอบขั้นตอนและกระบวนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งป้องกันการปลอมแปลงหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ได้มีการออกไปแล้วได้ ซึ่งสามารถป้องกันการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดีจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการนำ Blockchain มาใช้ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเพื่อป้องกันการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบ พบว่ามีความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิคในการตรวจสอบถ่วงดุลการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของกรมที่ดินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นยังช่วยลดระยะเวลาการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจากเดิมที่ใช้ระยะเวลา 153 วัน ลดลงเหลือ เพียง 3 วัน รวมทั้งความเป็นไปได้ทางด้านกฎหมายยังสามารถแก้ไขกฎกระทรวงหรือออกระเบียบที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมในการนำBlockchain มาใช้ในการป้องกันการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบแทนวิธีการเดิมในปัจจุบันได้

มาตรการทางเลือกทดแทนโทษประหารชีวิต

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบมาตรการทางเลือกทดแทนโทษประหารชีวิตที่เหมาะสมในประเทศไทย เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค ของการนำมาตรการทางเลือกทดแทนโทษประหารชีวิตมาใช้ในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวมาตรการทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อทดแทนโทษประหารชีวิต วิทยานิพนธ์เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Methodology) โดยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ และเชิงคุณภาพ (Qualitative Methodology) ด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ผู้วิจัยได้เลือกวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota sampling) จากกลุ่มบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ ในกรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล จำนวน 210 ราย สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพได้ใช้วิธีการเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 6 รายผลการศึกษาพบว่า 1) บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรมเห็นด้วยต่อการใช้โทษประหารชีวิต ในกรณีที่โทษประหารชีวิตเป็นโทษสูงสุดทางอาญา มีความเหมาะสมกับความผิด มีส่วนในการข่มขู่มิให้ผู้ใดกระทำความผิดอีก การตัดโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ อย่างไรก็ตามโทษประหารชีวิตไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมและไม่ได้ทำให้สถิติอาชญากรรมลดลง 2) บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยเห็นว่า โทษประหารชีวิตที่นำมาใช้ไม่สามารถควบคุมการกระทำผิดของคนในสังคม อย่างไรก็ตามหากจะต้องมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยข้อกำหนดของกฎหมายเป็นอันดับแรก ส่วนการยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยการลดฐานความผิดที่มีโทษประหารชีวิตลงจากเดิม และการยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยข้อเท็จจริง (การยกเลิกในทางปฏิบัติ)นั้น ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าวิธีการเหล่านี้ยังไม่ใช่วิธีการยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างแท้จริง 3) บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรมกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อมาตรการทางเลือกทดแทนโทษประหารชีวิตในแต่ละรูปแบบนั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน คือ โทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการอภัยโทษ โทษจำคุกตลอดชีวิตโดยให้มีการอภัยโทษ และวิธีลงโทษที่ควรนำมาใช้แทนโทษประหารชีวิตอันดับสุดท้าย คือโทษจำคุกระยะยาวโดยมีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ (ไม่น้อยกว่า 20 ปี แต่ไม่เกิน 40 ปี) ข้อเสนอแนะของการศึกษา คือ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรมีการจำกัดปริมาณการประหารชีวิต เช่น การใช้โทษอื่นแทนโทษประหารชีวิต การแก้ไขฟื้นฟูควรมีมาตรการที่ดี...

การสร้างสรรค์บทเพลงชุด วิวัฒน์เพลงโคราช

การสร้างสรรค์บทเพลงชุดวิวัฒน์เพลงโคราชใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลเอกสารทาง วิชาการและลงภาคสนามในจังหวัดนครราชสีมา เพื่อศึกษาเรื่องมูลบทที่เกี่ยวของกับเพลงโคราช และสร้าง องค์ความรู้เรื่องระเบียบวิธีการร้องเพลงโคราช สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ไทย ชื่อเพลงชุด วิวัฒน์เพลงโคราช โดยสะท้อนภาพองค์ความรู้และวิวัฒนาการเพลงโคราช ขั้นแรกของการประพันธ์คือ การกำหนดโครงสร้างลูกตกจากทำนองต้นรากผสมผสานแนวคิดของ แต่ละเพลง ขั้นที่สองคือ การตกแต่งทำนองด้วยวิธีการเปลี่ยนกลุ่มเสียง สำนวนล้อ ขัด เหลื่อม สำเนียงไทย ลาว เขมร ฝรั่ง สังคีตลักษณ์แบบทางเปลี่ยน แบบซ้ำหัวเปลี่ยนท้าย สำนวนบังคับทางและกึ่งบังคับทาง ทางกรอและ ทางเก็บ โดยบูรณาการกับแนวคิดจากผลการวิจัย ได้แก่ คำคู่ การซ้าคำ ซ้ำวรรค ร้อยเนื้อทำนองเดียว สัมผัสโคลง กลอน ความเรียบง่ายแบบพื้นบ้าน จังหวะสามช่า ความสง่างาม ความนอบน้อม สำเนียงเพลงโคราชสูง ๆ ต่ำ ๆ จังหวะอิสระและตายตัว ความแปลกใหม่ ทันสมัย สนุกสนาน ความเป็นไทยโคราชและดนตรีลูกทุ่ง รูปแบบการบรรเลงประกอบด้วย 2 ช่วงคือ ช่วงเกริ่นนำ ได้แก่ เพลงเชิญชวน สะท้อนภาพการละเล่น พื้นบ้าน เพลงศรัทธาครู สะท้อนภาพเนื้อหาการบูชาครู เพลงรู้ถามตอบ สะท้อนภาพทำนองโอ่ และช่วงเนื้อหา วิวัฒน์ ได้แก่ เพลงคารมกลอน สะท้อนภาพกลอนเพลงก้อม เพลงทำนองฉันท์ สะท้อนภาพฉันทลักษณ์กลอน เพลงโคราช เพลงกราบย่าโม สะท้อนภาพความเชื่อผ่านกลอนเพลงแก้บน เพลงแปรสังคม สะท้อนภาพกลอน โคราชผสมผสานดนตรีลูกทุ่งตามบริบททางสังคม เพลงชนนิยม สะท้อนภาพกลอนทั่วไปผสมผสานดนตรีลูกทุ่ง...

การพัฒนาฟิล์มบรรจุภัณฑ์บรรยากาศดัดแปรจากสารผสมระหว่างพอลิเอธิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำกับเทอร์โมพลาสติกพอลิเอสเทอร์อีลาสโตเมอร์

งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาฟิล์มบรรจุภัณฑ์บรรยากาศดัดแปร (Modified Atmosphere Packaging Film) โดยศึกษาถึงผลของปริมาณสารเทอร์โมพลาสติกพอลิเอสเทอร์อิลาสโตเมอร์ (TPEE) ในสัดส่วน 0 - 50% โดยน้ำหนักที่ถูกผสมเข้าไปในพอลิเอธิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) และสภาวะการขึ้นรูปฟิล์ม ได้แก่ อัตราเร็วในการดึงฟิล์ม (Film Pulling Speed) ช่วง 200 - 240 rpm และอุณหภูมิหล่อเย็นฟิล์ม 15 – 50 องศาเซลเซียสต่อค่าความสามารถในการซึมผ่านแก๊สและไอน้ำของฟิล์มที่ได้ผลการทดลองพบว่าการเติม TPEE ลงใน LDPE ในปริมาณที่มากขึ้นส่งผลให้ความสามารถในการซึมผ่านไอน้ำและแก๊สของ MAP Film มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะ TPEE มีความสามารถในการซึมผ่านไอน้ำและแก๊สสูงกว่า LDPE นอกจากนี้การเพิ่มอัตราเร็วในการดึงฟิล์มส่งผลทำให้ช่องว่าง (Void) บริเวณรอยต่อระหว่างวัฏภาคของ LDPE กับ TPEE กว้างขึ้น ส่งผลให้อัตราการซึมผ่านของไอน้ำและแก๊สเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน การเพิ่มอุณหภูมิหล่อเย็นฟิล์มส่งผลให้เปอร์เซ็นต์ความเป็นผลึกของฟิล์มเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการซึมผ่านของไอน้ำและแก๊สมีแนวโน้มลดลง ส่วนการทำนายเวลาที่แก๊สในถุงบรรจุภัณฑ์เข้าสู่สภาวะคงตัวและปริมาณแก๊สในถุงบรรจุภัณฑ์โดยใช้โปรแกรม MATLAB พบว่า ภายใต้สภาวะที่ศึกษา แก๊สในถุงบรรจุภัณฑ์เข้าสู่สภาวะคงตัวภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยที่ MAP Film ที่มีค่าความสามารถในการซึมผ่านแก๊สออกซิเจนสูงกว่า ทำให้ปริมาณแก๊สออกซิเจนภายในถุงบรรจุภัณฑ์ที่สภาวะคงตัวมีค่าสูงกว่าและในทางกลับกัน MAP Film ที่มีค่าความสามารถในการซึมผ่านแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า ทำให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ภายในถุงบรรจุภัณฑ์ที่สภาวะคงตัวมีค่าน้อยกว่า

การถ่ายทอดการบรรเลงระนาดเอกของครูบุญธรรม คงทรัพย์

งานวิจัยเรื่องการถ่ายทอดการบรรเลงระนาดเอกของครูบุญธรรม คงทรัพย์ มุ่งเน้นศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องและวิธีการถ่ายทอดการบรรเลงระนาดเอกของครูบุญธรรม คงทรัพย์ ผลการวิจัยพบว่า ครูบุญธรรม คงทรัพย์ ได้รับการถ่ายทอดดนตรีไทยเริ่มแรกจากบิดา จากนั้นได้ศึกษาวิชาดนตรีไทยต่อกับครูสาลี่ มาลัยมาลย์ และครูเจียน มาลัยมาลย์ ศิษย์สายสำนักพาทยโกศล ผลงานที่สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรีไทยคือการบรรเลงระนาดเอกในเพลงเรื่องนางหงส์ เพราะ สามารบรรเลงได้เป็นระยะเวลานานและทนทาน ทำให้ได้รับฉายาว่า “บุญธรรมระนาดกำแพงเมืองจีน"วิธีการถ่ายทอดการบรรเลงระนาดเอกของครูบุญธรรม คงทรัพย์ จะมุ่งเน้นการฝึกในเรื่องของพื้นฐานเป็นสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยการใช้ท่าทาง การวางมือ การไล่ระนาด โดยการไล่ระนาดจะมีเวลาที่เป็นมาตรฐานคือ 3 ชั่วโมง โดยจะให้เริ่มไล่ตั้งแต่ตี 4 ไปจนถึง 6 โมงเช้า ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่ลูกศิษย์ต้องพึงปฏิบัติ เอกลักษณ์ในการบรรเลงระนาดของครูบุญธรรม คงทรัพย์ คือการจับไม้ ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติคือ 1. ให้นำนิ้วหัวแม่มือ นิ้วกลาง และนิ้วชี้บีบไม้พร้อมกันทั้ง 3 นิ้ว 2. นิ้วนางไว้สำหรับประคองไม้ไว้เพื่อไม่ให้หลุดออกจากมือ 3. ให้ใช้นิ้วก้อยสอดไว้ใต้ไม้ 4. การบรรเลงต้องคว่ำมือให้ขนานกันทั้งสองข้างและอีกเรื่องหนึ่งคือเสียงระนาดต้องมีความดังและหนักแน่น ในการฝึกระนาดเอกพบว่าลูกศิษย์จะได้รับการถ่ายทอดเพลงเดี่ยวเชิดนอกเป็นเพลงแรก ซึ่งเป็นเพลงที่ช่วยฝึกการใช้กำลังและการใช้กลวิธีพิเศษต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

อิทธิพลของเถ้าหนักลิกไนต์ต่อการแอ่นตัวของกระเบื้องเซรามิกสโตนแวร์

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาผลของการใช้เถ้าหนักลิกไนต์เป็นส่วนผสมในเนื้อกระเบื้องเซรามิกสโตนแวร์ ชนิดดูดซึมน้ำต่ำ ทำการขึ้นรูปชิ้นงานกระเบื้องที่มีส่วนผสมของเถ้าหนักลิกไนต์ที่มีอัตราการดูดซึมน้ำเทียบเท่ากับกระเบื้องสโตนแวร์สูตรมาตรฐาน และนำสูตรกระเบื้องที่มีส่วนผสมของเถ้าหนักลิกไนต์ที่มีการดูดซึมน้ำใกล้เคียงกับกระเบื้องสูตรมาตรฐานมาผสมในอัตราส่วนร้อยละ10 ถึงร้อยละ 90 ของกระเบื้องดินเผาสูตรมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มที่เกิดขึ้นจากการเติมเถ้าหนักลิกไนต์ลงในกระเบื้องดินเผาที่มีผลต่อการแอ่นตัวที่อุณหภูมิสูง และสมบัติที่สำคัญของกระเบื้องเซรามิกสโตนแวร์กระเบื้องดินเผาที่มีการใช้เถ้าหนักลิกไนต์เป็นส่วนผสมมีการแอ่นตัวที่อุณหภูมิสูงน้อยลงตามอัตราส่วนของเถ้าหนักลิกไนต์ที่เพิ่มขึ้น กระเบื้องดินเผา (สูตร T3) ประกอบด้วยเถ้าหนักลิกไนต์ร้อยละ 50 ดินดำแม่ทานร้อยละ 30 ดินขาวลำปางร้อยละ 10 โซเดียมเฟลสปาร์ร้อยละ 5 และทรายบดร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก มีการค่าแอ่นตัว 1.29x10-6 ต่อมิลลิเมตร เทียบกับกระเบื้องสูตรมาตรฐาน (สูตร STD) ประกอบด้วย ดินดำแม่ทานร้อยละ 30 ดินขาวลำปางร้อยละ 30 หินผุร้อยละ 30 โซเดียมเฟลสปาร์ร้อยละ 5 และทรายบดร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก มีค่าการแอ่นตัว 3.39x10-6 ต่อมิลลิเมตร เนื่องจากในเถ้าหนักลิกไนต์ มีองค์ประกอบของแคลเซียมออกไซด์เป็นตัวทำให้เกิดเฟสอนอร์ไทต์ที่มีผลึกรูปเข็ม และช่วยให้ค่าการแอ่นตัวน้อยลงตามปริมาณของเฟสอนอร์ไทต์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้การเติมเถ้าหนักลิกไนต์ในอัตราส่วนที่เหมาะสมยังช่วยลดปริมาณการดูดซึมน้ำโดยกระเบื้องดินเผา (สูตร T30) ที่มีเถ้าหนักลิกไนต์ร้อยละ 15 ดินดำแม่ทานร้อยละ 30 ดินขาวลำปางร้อยละ 24 หินผุร้อยละ 21 โซเดียมเฟลสปาร์ร้อยละ 5 และทรายบดร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก มีค่าการดูดซึมน้ำ 0.99 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับกระเบื้องสูตรมาตรฐานที่ 3.15 เปอร์เซ็นต์

ประสิทธิภาพของวัสดุดูดซับทางชีวภาพจากสารแทนนินที่ตรึงบนเส้นใยปอสาในการกำจัดไอออนตะกั่ว

วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 16, 2, 11-21

กำลังการทดสอบของการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ กรณีตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรเชิงคุณภาพ

วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 16, 2, 23-39

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าแก๊สชีวมวลจากเชื้อเพลิงแกลบผสมกับกลีเซอรีนขนาด 100kWe

วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 16, 2, 41-48

การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำเต้าหู้เพื่อสุขภาพโดยใช้ซูคราโลสและปลายข้าวหอมนิล

วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 16, 2, 49-59

การวิเคราะห์การลาออกกลางคันของนักศึกษาระดับปริญญาตรีโดยใช้เทคนิควิธีการทำเหมืองข้อมูล

วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 16, 2, 61-71

Traditional ecological knowledge of indigenous peoples on climate change adaptation : a case study of sea nomads “Orang Suku Laut”, Lingga regency, Riau islands province, Indonesia

At the international community, Traditional Ecological Knowledge (TEKs) have been recognized and acknowledged the important roles of indigenous peoples to tackle climate change. The cultural practice, cultural belief and adaptive capacity in managing nature by the Orang Suku Laut (OSL), Indonesian indigenous group who are living as nomads in the sea, would be considered as the key drivers to achieve the effectiveness of climate change adaptation (CCA). This research aimed to study the TEKs of...

ปัจจัยการจัดการกีฬาที่ส่งผลต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยการจัดการกีฬาที่ส่งผลต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นที่มาออกกำลังกายและเล่นกีฬาที่ศูนย์เยาวชน จำนวน 1,000 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่ได้พัฒนาปัจจัยการจัดการกีฬาประกอบด้วยปัจจัยทรัพยากรการจัดการกีฬา ปัจจัยวงจรคุณภาพ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม นำผลที่ได้มาวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม LISREL และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาปัจจัยการจัดการกีฬาที่ส่งผลต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครทั้ง 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยทรัพยากรการจัดการกีฬา ปัจจัยวงจรคุณภาพ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. การหาความสัมพันธ์ของปัจจัยการจัดการกีฬาที่ส่งผลต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) คือ ปัจจัยสิ่งแวดล้อม 3. โมเดลปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร เมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรสังเกตได้ ได้แก่ นโยบายและการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และเทคโนโลยี พบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่มากที่สุด โดยส่งผลต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร ได้ดีกว่าตัวแปรสังเกตได้ตัวอื่นๆ คือ สังคมและวัฒนธรรม

ส่วนประสมทางการตลาด (3PS) ที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำของผู้ปกครองในการให้บุตรหลานคงอยู่ในสโมสรว่ายน้ำ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาด (3PS) ที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำของผู้ปกครองในการให้บุตรหลานคงอยู่ในสโมสรว่ายน้ำ วิธีการดำเนินงานวิจัย ประชากรในการวิจัยคือผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่สโมสรว่ายน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสโมสรว่ายน้ำที่เป็นสมาชิกของสมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ที่ทำจากโปรแกรม Google form ซึ่งได้ค่า IOC เท่ากับ 0.95 และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.856 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง โดยมีอายุในช่วง 42-49 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว และมีรายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่ 45,001 บาทขึ้นไป เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านลักษณะทางกายภาพมีระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อในด้านสถานที่พบว่า ลำดับแรกคือ ความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางไปยังสระว่ายน้ำ ด้านบุคลากร ลำดับแรกคือ ความรู้ความสามารถของครูผู้สอน และด้านลักษณะทางกายภาพข้อที่ลำดับแรกคือ สโมสรว่ายน้ำมีที่จอดรถเพียงพอผลการทดสอบสมมุติฐานปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านสถานที่ ด้านบุคคล และด้านลักษณะทางกายภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำของผู้ปกครองในการให้บุตรหลานคงอยู่ในสโมสรว่ายน้ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยปัจจัยที่มีแนวโน้มส่งผลมากที่สุดคือด้านลักษณะทางกายภาพ รองลงมาคือด้านบุคคล และด้านสถานที่น้อยที่สุด

การใช้บัตรเครดิตพันธมิตรสายการบินเพื่อแลกบัตรโดยสารของนักท่องเที่ยวชาวกรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาปัจจัยของลักษณะประชากรศาสตร์ ซึ่งได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส อาชีพ ระดับการศึกษาสูงสุด และรายได้ต่อเดือนของนักท่องเที่ยวชาวกรุงเทพมหานครต่อการใช้คะแนนสะสมบัตรเครดิตแลกเป็นบัตรโดยสารและศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ซึ่งได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ปัจจัยด้านราคา (Price) ปัจจัยด้านการจัดจำหน่าย (Place) ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ที่ส่งผลต่อการใช้บัตรเครดิตพันธมิตรสายการบินเพื่อแลกบัตรโดยสารของนักท่องเที่ยวชาวกรุงเทพมหานคร วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยวชาวกรุงเทพมหานคร ที่ถือบัตรเครดิตร่วมกับ Royal Orchid Plus และ Big จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจงการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความตรงกับเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.85 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ใช้สถิติ Independent Sample t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variances) แบบจำแนกทางเดียว One-Way Anova และสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression) เพื่อทดสอบสมมุติฐานของงานวิจัยโดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย หลังจากการทดสอบสมมติฐานพบว่าลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส และอาชีพ ส่งผลต่อการใช้บัตรเครดิตพันธมิตรสายการบินเพื่อแลกบัตรโดยสารของนักท่องเที่ยวชาวกรุงเทพมหานคร ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ขณะที่ระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนไม่มีความแตกต่างในพฤติกรรมที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้...

แรงจูงใจในการเข้าชมเกมส์กีฬาระหว่างแฟนบอลและผู้ชมไทยลีกระดับ 1

วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์กลุ่มผู้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 โดยใช้แรงจูงใจในการเข้าชมในการแบ่งกลุ่มแฟนบอลและผู้ชมฟุตบอลวิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้เลือกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 ประจำปี 2561 ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 400 คน ทำการเก็บข้อมูลกับทีมสโมสรกีฬาฟุตบอลอาชีพที่ทำการแข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศไทย ทำการวิเคราะห์คำนวณสถิติพื้นฐานซึ่งได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบน ใช้วิธีการทดสอบค่าที (Independent t-test) สำหรับวิเคราะห์ความแตกต่างทางเพศ และ ANOVA สำหรับช่วงอายุ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่เป็นช่วงอายุตั้งแต่ 26-35 ปี ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการเข้าชมเกมส์กีฬาฟุตบอลไทยลีกระดับ 1 ในด้านความสำเร็จ มากที่สุด รองลงมาคือด้านความตื่นเต้นเร้าใจ ด้านความสามารถ ด้านสุนทรียะ ด้านการได้ความรู้ ด้านการยึดติดกับทีม และด้านการยึดติดกับชุมชน ในปัจจัยด้านแฟนบอลและปัจจัยด้านผู้ชมฟุตบอล เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยสถิติ ANOVA เปรียบเทียบรายคู่ พบว่า ช่วงอายุที่ต่างกันมีปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมฟุตบอลไทยลีก 1 ที่แตกต่างกันสรุปผลการวิจัย ผู้เข้าร่วมแบบสอบถามที่เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 ในด้านแรงจูงใจในการเข้าชมฟุตบอลไทยลีก 1 เมื่อแบ่งกลุ่มพบว่าเป็นผู้ชมมากกว่าแฟนบอล เพศชายและเพศหญิงมีแรงจูงใจในการเข้าชมฟุตบอลไทยลีก 1 ที่แตกต่างกัน และช่วงอายุที่แตกต่างกันก็มีผลต่อแรงจูงใจในการเข้าชมที่แตกต่างกัน

ผลของการฝึกแบบพลัยโอเมตริกและแบบเอกเซนตริกต่อความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวายของนักวิ่งระยะไกลชาย

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกระหว่างแบบพลัยโอเมตริกและแบบเอกเซนตริกที่มีต่อความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวายของนักวิ่งระยะไกลชายวิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักวิ่งระยะไกลชายอายุ 18-30 ปี จำนวน 20 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกแบบพลัยโอเมตริกและเอกเซนตริก ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบค่าแรงสูงสุดการหดตัวของกล้ามเนื้อน่องขณะเกร็งอยู่กับที่ ระยะความยาวที่ยืดออกของเอ็นร้อยหวาย และค่าความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวาย ก่อนและหลังการฝึก แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มที่ฝึกแบบพลัยโอเมตริกมีความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวายเพิ่มขึ้นและระยะความยาวที่ยืดออกลดลงภายหลังการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างของค่าแรงสูงสุดการหดตัวของกล้ามเนื้อขณะเกร็งอยู่กับที่ ขณะกลุ่มที่ฝึกแบบเอกเซนตริกมีค่าความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวาย และแรงสูงสุดการหดตัวของกล้ามเนื้อขณะเกร็งอยู่กับที่เพิ่มขึ้น หลังการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างของระยะความยาวที่ยืดออก อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างของค่าความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวายทั้ง 2 กลุ่มสรุปผลการวิจัย การออกกำลังกายทั้งแบบพลัยโอเมตริกและแบบเอกเซนตริกสามารถช่วยพัฒนาความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวายในนักวิ่งระยะไกลชายได้ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นการออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบสามารถนำไปใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่งของเอ็นร้อยหวายในนักวิ่งะยะไกลได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยช่วงวันหยุดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยช่วงวันหยุดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยวิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีสัญชาติไทยและผ่านการทดลองงานแล้วเท่านั้น และเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงวันหยุดจากการทำงาน จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างค่าคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.91 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.93ผู้วิจัยทำการแจกแบบสอบถามที่บริเวณศูนย์ปฏิบัติการลูกเรือ เขตสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเริ่มทำการแจกแบบสอบถามในช่วงวันทำการ จันทร์-อาทิตย์ จำนวนวันละ 20 ชุด ในช่วงเช้า เวลา 8.00 - 12.00 น. เป็นจำนวน10 ชุด และช่วงบ่าย เวลา 13.00 – 17.00 น. จำนวน 10 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ 0.05ผลการวิจัย เมื่อทดสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยแรงจูงใจด้านสรีระหรือกายภาพ ด้านวัฒนธรรม และด้านส่วนบุคคล และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมทางการตลาด ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยช่วงวันหยุดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ 0.05สรุปผลการวิจัย ปัจจัยแรงจูงใจด้านสรีระหรือกายภาพ ด้านวัฒนธรรม และด้านส่วนบุคคลและส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมทางการตลาด...

การถ่ายทอดความรู้ด้านดนตรีไทยของครูสำรวย เปรมใจ

งานวิจัยเรื่องการถ่ายทอดดนตรีไทยของครูสำรวย เปรมใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติและผลงานของครูสำรวย เปรมใจ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ด้านดนตรีไทยของครูสำรวย เปรมใจ และบทบาทการสืบทอดดนตรีไทยของครูสำรวย เปรมใจผลการวิจัยพบว่า ครูสำรวย เปรมใจได้รับการถ่ายทอดความรู้การเล่นดนตรีไทย การผลิตและการซ่อมแซมเครื่องดนตรีไทยจากบิดาคือ ครูปลั่ง เปรมใจ และได้เรียนดนตรีกับครูผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยอีกหลายท่านจนมีความรู้ความสามารถ ต่อมาเป็นเจ้าของวงดนตรีไทย และเปิดบ้านสอนดนตรีไทย “บ้านเปรมใจ” เป็นวิทยาทานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่งผลทำให้สภาวัฒนธรรมเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ยกย่องให้ครูสำรวย เปรมใจ เป็นบุคคลดีเด่นของสภาวัฒนธรรมเขตบางซื่อ และบ้านเปรมใจได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งวัฒนธรรมด้านศิลปะการแสดงในเขตบางซื่อ ผู้ผ่านการศึกษาตามหลักสูตรการเรียนการสอนจะได้รับวุฒิบัตรจากสภาวัฒนธรรมเขตบางซื่อ ส่งผลทำให้การถ่ายทอดความรู้ดนตรีไทยของบ้านเปรมใจมีแบบแผนขั้นตอนในการถ่ายทอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปตามขนบการถ่ายทอดดนตรีไทยนับตั้งแต่การครอบครู วิธีการบรรเลง รวมถึงลำดับเพลงในการถ่ายทอด โดยมีการพัฒนาวิธีการถ่ายทอดความรู้เป็นแบบฉบับของตนเองเรียกว่าดนตรี 3 ภาษา คือ ภาษามือ ภาษาโน้ต ภาษาเสียง ชื่อเสียงจากการสอนดนตรี การผลิตเครื่องดนตรีและซ่อมแซมเครื่องดนตรีทำให้ครูสำรวย เปรมใจมีบทบาทในการเผยแพร่ดนตรีไทยทั้งในการนำวงดนตรีไทยไปบรรเลงและการประชาสัมพันธ์แนะนำดนตรีไทย

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : \"นาก\" ไทยเมโลดราม่า

บทประพันธ์ดุษฎีนิพนธ์ "นาก" ไทยเมโลดราม่า เป็นบทประพันธ์เพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ประเภทเมโลดราม่าของนักประพันธ์ อาร์โนลด์ เชินแบร์ก ผสมผสานกับเรื่องเล่าเก่าแก่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจของไทย บทบรรยายในเรื่องนำมาจากวรรณกรรมร้อยกรองเรื่องแม่นาคพระโขนง ฉบับตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2474 โดยผู้ที่ใช้นามปากกาว่าประภาศรี ได้คัดลอกบทร้อยกรองนี้จากต้นฉบับเดิมที่เขียนด้วยยางไม้สีเหลือง (รง) ซึ่งพบที่วัดร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ บทประพันธ์ดุษฎีนิพนธ์ "นาก" ไทยเมโลดราม่า เป็นบทประพันธ์เมโลดราม่าเรื่องแรกที่ใช้ภาษาไทยในการบอกเล่าเนื้อเรื่อง ผสมผสานกับดนตรีในสำเนียงไทยและตะวันตก บทประพันธ์แบ่งเป็น 4 องก์ ได้แก่ องก์ที่ 1) บทบรรเลงนำ เป็นการบรรยายนำเรื่องกล่าวถึงตำนานภูติผีปีศาจ องก์ที่ 2) พราก เป็นการบรรยายชีวิตในช่วงแรกของสองสามีภรรยา นางนากและนายมาก จนถึงตอนที่นายมากต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารยังวังหลวง องก์ที่ 3) หลอน เป็นช่วงที่นางนากเสียชีวิตจากการคลอดบุตร จนกลายมาเป็นภูติผี และองก์ที่4) นาก เป็นการสรุปบทเพลงโดยการนำศพของนางนากไปฝังที่ต้นตะเคียน และการจุดธูปขอขมา

การประพันธ์เพลงตับเรื่อง “บัวสามเหล่า”

วิทยานิพนธ์เรื่อง การประพันธ์เพลงตับเรื่อง “บัวสามเหล่า” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของพระธรรมเรื่อง บัวสามเหล่า ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมณิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ และเพื่อสร้างสรรค์ บทเพลงมโหรี ตับเรื่อง “บัวสามเหล่า” เพื่อใช้เผยแพร่แก่พุทธศาสนิกชน ผลการวิจัยพบว่าบัวมีความเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อทางศาสนาและมีนัยยะไปในเรื่องของความเป็นมงคล เกี่ยวข้องกับคำสอนทางศาสนาอย่างเด่นชัด มีปรากฏเรื่องบัวทั้งในงานด้านวรรณกรรมและงานศิลปกรรม พระธรรมที่เกี่ยวข้องกับบัวสามเหล่า คือ การอุปมาเรื่องการจัดแบ่งบัวตามความหมายของศักยภาพการเข้าถึงความรู้ของคน ก่อนการเผยแพร่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับบุคคลประเภทต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับบัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำและบัวพ้นน้ำการศึกษาบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิธีการประพันธ์เพลงสร้างสรรค์ครั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดกลุ่มเสียง หากเป็นทำนองที่เป็นสำเนียงที่ไม่ใช่สำเนียงไทย จะกำหนดกลุ่มเสียงเดียวเป็นส่วนใหญ่ หากเป็นสำเนียงไทยจะมีการกำหนด 2 - 3 กลุ่มเสียง การใช้เสียงมาเรียงร้อยเป็นทำนองเพลงเกือบทั้งหมดใช้เสียงเรียงกันขึ้นลงอย่างเป็นระเบียบ ไม่เน้นทำนองที่ผันผวน และเพลงส่วนใหญ่จะขึ้นต้นเพลงปรากฏทั้งการเคลื่อนที่แนวเสียงวิถีขึ้นและลง และมักจะจบเพลงด้วยแนวเสียงวิถีลง สำหรับเพลงระบำของครูมนตรี ตราโมท การดำเนินทำนองปรากฏทำนองเกริ่น ทำนองจังหวะยก หากเป็นเพลงประเภทโหมโรงและเพลงเถามักมีทำนองลูกล้อลูกขัด อีกทั้งทำนองเพลงส่วนใหญ่เป็นทำนองลักษณะบังคับทางและเสียงลูกตกระหว่างวรรคแรกกับวรรคหลังมีการกำหนดให้เป็นเสียงที่ห่างกันอย่างหลากหลายการประพันธ์เพลงใหม่ ได้ทำการประพันธ์โดยใช้วิธีขยายทำนองจากเพลงต้นราก การประพันธ์ด้วยจินตนาการ การขยายและยุบทำนองหลังจากนั้นตบแต่งทำนองให้มีสำนวนใหม่ การประพันธ์ทำนองขึ้นใหม่จากโครงสร้างบทสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรของพระภิกษุ การกำหนดทำนองเพลงมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน ส่วนแรก ทำนองส่วนต้น ประกอบด้วยทำนองเกริ่น ปฐมภูมิและเพลงบัว 3 เหล่า โดยเพลงบัว 3 เหล่ามีเพลงย่อยจำนวน 3 เพลง คือ เพลงเนยยะบุศย์ เพลงบุศย์น้ำดุล เพลงสุริยโกเมศ ส่วนที่สอง ทำนองส่วนท้าย ประกอบด้วยเพลง 3 เพลง ที่ประพันธ์ทำนองจากบทสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกอบด้วย เพลงหันทะมะยัง เพลงบทขัดธัมมจักกัปปวัตนสูตร และเพลงธัมมจักกัปปวัตนสูตร สำหรับเพลงที่...

Dimensional reduction of eleven dimensional supergravity on SU(2) group manifold and N=4 Gauged supergravity

The consistency at the level of equations of motion from the dimensional reduction giving rise to four-dimensional N = 4, half-maximal gauged supergravity from the unique supergravity in eleven dimensions is thoroughly veri ed in this study. Dimensional reductions are said to be consistent at the level of equations of motion if and only if substitutions of reduction ansatze in higher dimensional equations of motion yield all equations of motion for lower dimensional theory. Apart...

Parameter-free outlier detection factor using weighted minimum consecutive pair

Outlier concept is one of the most significant topics in data mining. Many researches in outlier detections address an algorithm to generate the outlier scores which can be used to measure the outlierness of an instance in a dataset. Ordered distance difference outlier factor (OOF) is the parameter-free outlier detection algorithm which was published in 2013. This thesis proposes a new parameter-free outlier detection algorithm called a weighted minimum consecutive pair of the extreme pole...

Pure ideals in T-semirings

In this thesis, we de ne and characterize right pure ideals, left pure ideals, right weakly pure ideals and left weakly pure ideals in T-semirings. We also characterize right weakly regular T-semirings by the properties of right pure ideals. Next, we introduce purely prime, purely semiprime, purely irreducible, strongly irreducible pure and purely maximal ideals in T-semirings and examine their relations. More- over, we can nd relationships between right pure ideals and purely irreducible ideals...

Registration Year

  • 2021
    22,877

Resource Types

  • Dataset
    17,719
  • Text
    5,158