9,391 Works

พุทธกระบวนทัศน์กับวิถีปฏิบัติของพระมหาเถระในสังคมไทย

The Journal of Research and Academics, 5, 1, 55-66

ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารคณะพยาบาลศาสตร์สังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย

The Journal of Research and Academics, 5, 1, 113-128

ประสบการณ์ของนักศึกษาไทยระดับปริญญาโทที่ได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์จากอาจารย์ชาวต่างชาติในมหาวิทยาลัยไทย: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา

การศึกษาประสบการณ์ของนักศึกษาไทยระดับปริญญาโทที่ได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์จากอาจารย์ชาวต่างชาติครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสบการณ์ของนักศึกษาไทย ระดับปริญญาโทที่ได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์จากอาจารย์ชาวต่างชาติ ในมหาวิทยาลัยไทย และ (2) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมที่อาจมีผลต่อประสบการณ์ของนักศึกษาไทย ระดับปริญญาโท ในการได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์จากอาจารย์ชาวต่างชาติ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แนวปรากฎการณ์วิทยาแบบอรรถปริวรรต (Hermeneutic Phenomenology) เพื่อศึกษาประสบการณ์ของการกระทำ ความเชื่อ วิธีคิดของนักศึกษาไทยระดับปริญญาโท 10 คน ที่ได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์จากอาจารย์ชาวต่างชาติ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาไทยได้รับการพัฒนาหลายด้าน หลังจากได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์จากอาจาย์ชาวต่างชาติ อาทิ กระบวนการทำวิจัย ทัศนคติ คุณสมบัติและคุณลักษณะของนักวิจัย และทักษะด้านอื่น ๆ โดยสามารถแบ่งชุดประสบการณ์การได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์แบบข้ามวัฒนธรรมได้ 5 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 เริ่มต้นทำความรู้จักกับอาจารย์ชาวต่างชาติ ระยะที่ 2 เผชิญความท้าทาย ระยะที่ 3 ปรับตัว ระยะที่ 4 ช่วงถดถอย ระยะที่ 5 กลับมาตั้งหลักใหม่ ซึ่งความต่างทางวัฒนธรรมมีผลต่อการได้รับคำปรึกษาวิทยานิพนธ์ในด้านวัจนภาษาและอวัจนภาษา ลักษณะการเรียนและลักษณะการทำงาน แต่ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาไทยสามารถเรียนรู้และทำวิทยานิพนธ์ได้คือ คุณสมบัติของนักศึกษาไทย การสนับสนุนและเกื้อกูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ชาวต่างชาติ และวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไปคือ (1) เพิ่มความหลากหลายของเพศ อายุ หลักสูตร จังหวัดของนักศึกษาไทย และเพิ่มจำนวนปีที่อาจารย์ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศไทย (2) สัมภาษณ์อาจารย์ชาวต่างชาติร่วมกับนักศึกษาไทย (3) ขยายระยะเวลาในการเก็บข้อมูล (4) นำทฤษฎีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและวัฒนธรรมมาวิเคราะห์เพิ่มขึ้น

ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาโดยใช้โครงงานเป็นฐานต่อทัศนคติด้านการเห็นคุณค่าของการทำโครงงานสะเต็มของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด สะเต็มศึกษาโดยใช้โครงงานเป็นฐานต่อทัศนคติด้านการเห็นคุณค่าของการทำโครงงานสะเต็มของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกชุมนุม GIFTED ซึ่งเป็นนักเรียนห้องเรียนพิเศษ (วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จำนวน 36 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการทดลองขั้นต้นโดยใช้รูปแบบกลุ่มที่มีการทดสอบก่อนและทดสอบหลังการทดลองเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยการเก็บข้อมูลในเชิงปริมาณผู้วิจัยใช้แบบสอบถามทัศนคติด้านการเห็นคุณค่าของการทำโครงงานสะเต็มศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที ชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกันกับนักเรียนทั้ง 36 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผู้วิจัยใช้แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นกับอาสาสมัครนักเรียนสมาชิกชุมนุม GIFTED จำนวน 12 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติด้านการเห็นคุณค่าของการทำโครงงานสะเต็มของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาโดยใช้โครงงานเป็นฐานสูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาโดยใช้โครงงานเป็นฐาน โดยมีความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาโดยใช้โครงงานเป็นฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านความรู้ และด้านความรู้สึก แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในด้านพฤติกรรม สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์นักเรียนอาสาสมัคร เช่น การร่วมกิจกรรมโครงงานสะเต็มทำให้นักเรียนได้พัฒนาการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น เนื่องจากการทำโครงานสะเต็มเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง ได้จับกลุ่มกับเพื่อนที่มีความสนใจคล้ายกัน ได้แสดงความคิดเห็นกับเพื่อนในกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำงานในกลุ่ม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพของตนเองผ่านกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม นักเรียนรู้สึกมีความสุขระหว่างการร่วมกิจกรรมโครงงานสะเต็มและอยากทำกิจกรรมโครงงานสะเต็มด้วยความเต็มใจ อีกทั้งโครงงานสะเต็มยังทำให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปแก้ปัญหาจริง

Data Mining Approaches in Personal Loan Approval

Engineering Access, 8, 1, 15-21

A Green Preventive Maintenance Model Incorporating the Green Fuzzy Deployment Method with the WASPAS Approach for Production Lines

Desmond Eseoghene Ighravwe
Engineering Access, 8, 1, 22-30

The Effects of Para Rubber Latex on Compressive Strength, Elastic Modulus, and Water Permeability of High Strength Concrete

Engineering Access, 8, 1, 31-36

Catchment-Scale Flood Hazard Mapping in the Lower Areas of Lam Pao River Basin, Thailand

Engineering Access, 8, 1, 53-60

Comparison between Full Outline Unresponsiveness (FOUR) and Glasgow coma Score for predicting survival in hemorrhagic stroke patients

Hemorrhagic stroke has high incidence in the emergency department. The high accuracy in prognostic tools leads to appropriate care plan. Full Outline UnResponsive-ness (FOUR) score is better than Glasgow coma scale (GCS) for predicting prognosis and neurological outcome post cardiac arrest comatose patients. So we had concept for using FOUR score for predicting prognosis in hemorrhagic stroke patients.

Mobile telephone used during driving associated with traffic injury

Nowadays, traffic accidents in Thailand introduce high mortality and morbidity rate in the world. There are many factors affecting traffic accidents. The important factor is the driver's behavior. One of the factors is mobile phone used during driving. In order to prevent injuries, the analysis of problem is required leading to effective results. Therefore, the author gathered the information on many aspects of the mobile phone used while driving in this article.

Alive at Work

วารสารบริหารธุรกิจ JBA, 44, 172 (ต.ค.-ธ.ค. 64), 130

Evaluation of Levofloxacin and Yahom-Navakot Remedy Extract Combination Therapy against Antibiotic Resistant Bacteria

Asian Medical Journal and Alternative Medicine, 21, 3, 220

Corneal Perforation after Pterygium Excision in Rheumatoid Arthritis Patient

Asian Medical Journal and Alternative Medicine, 21, 3, 271

การศึกษารูปแบบการจัดการเฝ้าระวังควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชนชายแดน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

วารสารควบคุมโรค, 47, เพิ่มเติมที่ 2, 1341-1361

Vaping: Benefits Outweigh the Risks

Asian Medical Journal and Alternative Medicine, 21, 3, 278

การประเมินคุณภาพด้านจุลินทรีย์และการจัดการที่เกี่ยวข้องกับน้ำแข็งสำหรับบริโภคของสถานที่สะสมน้ำแข็งและร้านจำหน่ายอาหารในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

การศึกษาแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพทางด้านจุลินทรีย์และประเมินความเสี่ยงสุขภาพของผู้บริโภคน้ำแข็ง โดยเริ่มจากขั้นตอนแรกเก็บตัวอย่างน้ำแข็งบริโภค จำนวน 100 ตัวอย่างจากสถานที่สะสมน้ำแข็งจำนวน 10 แห่ง จำนวน 20 ตัวอย่าง หลังกระบวนการขนส่ง จำนวน 40 ตัวอย่าง และร้านจำหน่ายอาหารขนาดเล็กจำนวน 40 แห่ง จำนวน 40 ตัวอย่าง(ร้านที่มีใบอนุญาต 20 ตัวอย่าง และไม่มีใบอนุญาต 20 ตัวอย่าง)ในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเก็บตัวอย่างละ 1,000 มิลลิลิตร หลังจากนั้นเก็บในกล่องเก็บความเย็นที่มีเจลรักษาความเย็นและส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบหาปริมาณเชื้อ Escherichia coli (E. coli) โดยใช้ชุดทดสอบคอมแพ็คดรายอีซี ขณะเดียวกันได้มีการประเมินเกณฑ์สภาวะด้านสุขาภิบาลและสุขอนามัยของพนักงานทั้งหมด จำนวน 193 คน ที่ทำงานในสถานที่สะสมน้ำแข็ง การขนส่งและร้านจำหน่ายอาหาร โดยใช้แบบสอบถาม ขั้นตอนที่สองนำข้อมูลจากขั้นตอนแรกมาประเมินความเสี่ยงสุขภาพของผู้บริโภคด้วยตารางประเมินความเสี่ยงขนาด 3x4 ระดับความเสี่ยงพิจารณาจากความชุกของเชื้อ E. coli (โอกาสของการเกิด) ผลที่เกิดตามมาพิจารณาจากปริมาณเชื้อ E. coli ผลการศึกษาใน 100 ตัวอย่างพบว่าความชุกของเชื้อ E. coli ในสถานที่สะสมน้ำแข็ง หลังการขนส่ง หลังจากการเก็บรักษาที่ร้านอาหารที่ขึ้นทะเบียนและที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มีค่าร้อยละ 85, 92.5 และ 100 ตามลำดับ และมีค่าเฉลี่ยเรขาคณิตของจำนวนโคโลนีที่นับได้ต่อจานอาหาร(CFU)/100 มิลลิลิตร เท่ากับ 3.51 (GSD=0.19) CFU/100ml, 4.60 (GSD=0.18) CFU/100ml และ...

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในรถขนส่งวัสดุก่อสร้าง

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเพื่อระบุถึงความรุนแรงของปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนกำหนด และหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขปัจจัยที่มีความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง เริ่มจากการนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงรถบรรทุกงานหนักมาวิเคราะห์หาเหตุและผลที่เกิดขึ้น โดยใช้แผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) เพื่อหาสาเหตุหลักจากกลุ่มปัจจัยพื้นฐานทั้ง 4 ประการ ประกอบไปด้วย คน (Man) เครื่องจักร (Machine) วัตถุดิบ (Material) และการปฏิบัติ (Method) โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 5 ระดับ คือ น้อยมาก น้อย ปานกลาง สูง และสูงมาก โดยคิดจากผลคูณระหว่างโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับความรุนแรงของปัจจัย ผลที่ได้พบว่าปัจจัยที่มีคะแนนความเสี่ยงอยู่ในระดับที่สูงมีด้วยกันจำนวน 5 ปัจจัย ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณสมบัติของน้ำมันเครื่อง การซ่อมบำรุงที่ไม่ถูกต้อง น้ำมันเครื่องเกิดการปนเปื้อน การระบายความร้อนของระบบเครื่องยนต์บกพร่อง และคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องที่ไม่ดีพอ คิดเป็น อัตราส่วนความรุนแรง 10.34 % 10.34 % 11.95 % 11.03 % และ11.26 % กับ อัตราส่วนของโอกาส 10.46 % 11.44 % 10.71 % 10.22 % และ11.92 % ตามลำดับ โดยทั้ง 5 ปัจจัยนี้มีระดับความเสี่ยงที่เกิดจากโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับความรุนแรงของปัจจัยอยู่ในระดับที่สูง อยู่ในช่วงเกณฑ์ 15 - 16 คะแนน จากทั้งหมด 25 คะแนน ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้...

Registration Year

  • 2022
    9,391

Resource Types

  • Dataset
    4,702
  • Text
    4,689