28,740 Works

ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อร้านอาหารที่ทำการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์

ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารได้มีการพัฒนาไปอย่างก้าวไกล โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยที่มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปบวกกับการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการหรือนักการตลาดจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบการสื่อสารกับผู้บริโภคในอดีตนั้นจะมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารแบบดั้งเดิมหรือการทำการตลาดผ่านทางออฟไลน์ อาทิ โฆษณาบนหนังสือนิตยสาร โฆษณาบนป้ายบิลบอร์ด เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการและนักการตลาดหลายรายให้ความสำคัญกับการทำสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สามารถสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อร้านอาหารที่ทำการสื่อสารผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ 3 ประเภทได้แก่ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม ซึ่งงานวิจัยจะศึกษาองค์ประกอบทั้งหมด 5 ด้าน คือ ด้านข้อมูลข่าวสารและประโยชน์ที่ได้รับ (Informativeness) ด้านความบันเทิง (Entertainment) ด้านความน่าเชื่อถือ (Credibility) ด้านการสร้างความรำคาญ (Irritation) และด้านการมีส่วนร่วม (Interactivity) โดยจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 9 คน และวิเคราะห์ข้อมูลแบบตรวจสอบข้อมูลสามเส้าและนำเสนอในรูปแบบของการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่าด้านข้อมูลข่าวสารและประโยชน์ที่ได้รับ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อข้อมูลข่าวสารที่ทางร้านใช้สื่อสาร หากผู้บริโภครับรู้ว่าข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อตนเอง ด้านความบันเทิง ผู้บริโภคบางส่วนมีทัศนคติในเชิงบวกต่อข้อมูลที่มีความบันเทิงสอดแทรก หากข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่แปลกใหม่และสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของทางร้านอาหาร ด้านความน่าเชื่อถือ ผู้บริโภคมีทัศนคติในเชิงบวกต่อข้อมูลที่ได้รับจากทางร้านโดยตรง โดยชื่อเสียงของตราสินค้ามีผลต่อความเชื่อถือของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ด้านการสร้างความรำคาญ ผู้บริโภคที่รับการสื่อสารผ่านทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมจะสามารถรับข้อมูลในจำนวนที่มากกว่าผู้บริโภคที่รับข้อมูลผ่านทางไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคที่ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมสามารถรับข้อมูลแบบผ่านตาได้โดยไม่มีการแจ้งเตือน ในทางกลับกันผู้บริโภคที่รับข้อมูลผ่านทางไลน์จะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งที่ทางร้านส่งข้อความมา ซึ่งทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่รับการสื่อสารผ่านทางไลน์เกิดความรู้สึกรำคาญได้ง่ายกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่รับการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทอื่น ด้านการมีส่วนร่วม กลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการร่วมกิจกรรมชิงรางวัลจะมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ในทางกลับกันกลุ่มผู้บริโภคไม่ชอบการร่วมสนุกหรือชิงรางวัลจะมีทัศนคติเฉยๆกับการสื่อสารประเภทนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ งานวิจัยฉบับนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบร้านอาหารและนักการตลาดนำไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์การสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้และทำการวิจัยต่อยอดจากการวิจัยนี้

ทัศนคติและความสนใจที่มีต่อการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของผู้สูงวัยผ่าน mobile application

การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประยุกต์ตัวแบบทางการเงิน Altman’s EM Score Model แบบ 4 ตัวแปร สําหรับพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินและเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจ SMEs ของสถาบันการเงิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นกิจการ SMEs จํานวน 78 บริษัท ที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อในปี 2555 2556 และ 2557ประกอบด้วยกิจการที่สามารถชําระหนี้ได้เป็นปกติและกิจการที่เคยมีประวัติการค้างชําระแต่สถานะบัญชีปัจจุบันเป็นปกติทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลงบการเงินของกิจการในช่วงระหว่างปี 2555 ถึงปี 2558 เป็นระยะเวลา 4 ปี เพื่อประกอบการศึกษา จากผลการศึกษา พบว่า การใช้ตัวแบบทางการเงินดังกล่าว สามารถพยากรณ์กิจการ SMEs ที่คาดว่าจะประสบความล้มเหลวทางการเงิน ไม่สามารถชําระหนี้ได้และเคยมีประวัติการค้าง ชําระรวมทั้งกิจการ SMEs ที่ไม่ประสบความล้มเหลวทางการเงิน ชําระหนี้ได้เป็นปกติ และไม่มีประวัติการค้างชําระ ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2558 ด้วยระดับความแม่นยําโดยรวมร้อยละ 67 แสดงให้เห็นว่า ตัวแบบทางการเงินที่นํามาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินของกิจการ SMEs ให้ผลแม่นยําในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การนําตัวแบบทางการเงินไปประยุกต์เพื่อเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อแก่ลูกค้า จึงควรคํานึงถึงปัจจัยหรือเงื่อนไขอื่นๆ ตามแนวนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินกําหนดประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อให้สินเชื่อมีคุณภาพรวมทั้งเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสถาบันการเงินและผู้กู้

ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจสอบบัญชีในสำนักงานสอบบัญชีขนาดใหญ่ 4 แห่งในประเทศไทย

การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประยุกต์ตัวแบบทางการเงิน Altman’s EM Score Model แบบ 4 ตัวแปร สําหรับพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินและเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจ SMEs ของสถาบันการเงิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นกิจการ SMEs จํานวน 78 บริษัท ที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อในปี 2555 2556 และ 2557ประกอบด้วยกิจการที่สามารถชําระหนี้ได้เป็นปกติและกิจการที่เคยมีประวัติการค้างชําระแต่สถานะบัญชีปัจจุบันเป็นปกติทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลงบการเงินของกิจการในช่วงระหว่างปี 2555 ถึงปี 2558 เป็นระยะเวลา 4 ปี เพื่อประกอบการศึกษา จากผลการศึกษา พบว่า การใช้ตัวแบบทางการเงินดังกล่าว สามารถพยากรณ์กิจการ SMEs ที่คาดว่าจะประสบความล้มเหลวทางการเงิน ไม่สามารถชําระหนี้ได้และเคยมีประวัติการค้าง ชําระรวมทั้งกิจการ SMEs ที่ไม่ประสบความล้มเหลวทางการเงิน ชําระหนี้ได้เป็นปกติ และไม่มีประวัติการค้างชําระ ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2558 ด้วยระดับความแม่นยําโดยรวมร้อยละ 67 แสดงให้เห็นว่า ตัวแบบทางการเงินที่นํามาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินของกิจการ SMEs ให้ผลแม่นยําในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การนําตัวแบบทางการเงินไปประยุกต์เพื่อเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อแก่ลูกค้า จึงควรคํานึงถึงปัจจัยหรือเงื่อนไขอื่นๆ ตามแนวนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินกําหนดประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อให้สินเชื่อมีคุณภาพรวมทั้งเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสถาบันการเงินและผู้กู้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าพรีเมี่ยมแบรนด์ (premium brand) ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประยุกต์ตัวแบบทางการเงิน Altman’s EM Score Model แบบ 4 ตัวแปร สําหรับพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินและเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจ SMEs ของสถาบันการเงิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นกิจการ SMEs จํานวน 78 บริษัท ที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อในปี 2555 2556 และ 2557ประกอบด้วยกิจการที่สามารถชําระหนี้ได้เป็นปกติและกิจการที่เคยมีประวัติการค้างชําระแต่สถานะบัญชีปัจจุบันเป็นปกติทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลงบการเงินของกิจการในช่วงระหว่างปี 2555 ถึงปี 2558 เป็นระยะเวลา 4 ปี เพื่อประกอบการศึกษา จากผลการศึกษา พบว่า การใช้ตัวแบบทางการเงินดังกล่าว สามารถพยากรณ์กิจการ SMEs ที่คาดว่าจะประสบความล้มเหลวทางการเงิน ไม่สามารถชําระหนี้ได้และเคยมีประวัติการค้าง ชําระรวมทั้งกิจการ SMEs ที่ไม่ประสบความล้มเหลวทางการเงิน ชําระหนี้ได้เป็นปกติ และไม่มีประวัติการค้างชําระ ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2558 ด้วยระดับความแม่นยําโดยรวมร้อยละ 67 แสดงให้เห็นว่า ตัวแบบทางการเงินที่นํามาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินของกิจการ SMEs ให้ผลแม่นยําในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การนําตัวแบบทางการเงินไปประยุกต์เพื่อเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อแก่ลูกค้า จึงควรคํานึงถึงปัจจัยหรือเงื่อนไขอื่นๆ ตามแนวนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินกําหนดประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อให้สินเชื่อมีคุณภาพรวมทั้งเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสถาบันการเงินและผู้กู้

การผลิต การทำให้บริสุทธิ์และการศึกษาสมบัติของไซแลนเนสจากยีนของ Pseudomonas boreopolis ไอโซเลท B5

งานวิจัยนี้ศึกษายีนไซแลนเนสจาก Pseudomonas boreopolis isolate B5 ที่แยกมาจากบริเวณแหล่งน้ำพุร้อน โดยนำมาแสดงออกใน Escherichia coli BL21 (DE3) และเหนี่ยวนำให้เกิดการผลิตรีคอมบิแนนท์ไซแลนเนสด้วย IPTG (Isopropyl-β-D-Thiogalactopyranoside) จากนั้นทำให้บริสุทธิ์ด้วยเทคนิค GST-tag affinity chromatography ผลการทดสอบสมบัติของเอนไซม์พบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการทำงานของรีคอมบิแนนท์ไซแลนเนสสกัดหยาบและรีคอมบิแนนท์ไซแลนเนสที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์คือ 50 องศาเซลเซียส พีเอชที่เหมาะสมต่อการทำงานของรีคอมบิแนนท์ไซแลนเนส สกัดหยาบและรีคอมบิแนนท์ไซแลนเนสที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์คือ พีเอช 8 และ 6 ตามลำดับ และรีคอมบิแนนท์ไซแลนเนสสกัดหยาบมีความคงตัวที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ภายหลังจากการบ่มเป็นเวลานาน 5 ชั่วโมง โดยยังคงมีกิจกรรมของเอนไซม์เหลืออยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ผลจากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการย่อยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 5 ชนิด พบว่ารีคอมบิแนนท์ไซแลนเนสสกัดหยาบมีประสิทธิภาพในการย่อยซังข้าวโพดได้ดีที่สุดโดยให้ค่าปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์เท่ากับ 371.11 ± 4.44 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

การคัดกรองและลักษณะเฉพาะของแบคทีเรียกรดแลคติกจากน้ำพริก

น้ำพริกเป็นอาหารของคนไทยที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบ เครื่องปรุง และสมุนไพรต่าง ๆ หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น แบคทีเรียกรดแลคติกที่สามารถพบได้ในอาหารซึ่งเกิดเมื่อการหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจนจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นกรดแลคติกที่สามารถช่วยยืดอายุในการเก็บรักษาอาหาร รวมทั้งสามารถป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคได้ งานวิจัยนี้ได้คัดกรองแบคทีเรียกรดแลคติกจากน้ำพริก โดยเพาะเลี้ยงในอาหาร de Man Regosa Sharpe agar (MRS) ที่มี แคลเซียมคาร์บอนเนต 1 เปอร์เซ็นต์ จากน้ำพริก 5 ขนิด พบแบคทีเรียทั้งหมด 29 ไอโซเลต เป็นแบคทีเรียกรดแลคติก 14 ไอโซเลต และ Pseudomanas spp. 15 ไอโซเลต ตามลำดับ เมื่อตรวจสอบลักษณะสัณฐานและทดสอบทางชีวเคมีพบว่ามีความมั่นใจว่าเป็นแบคทีเรียกรดแลคติก สกุลต่าง ๆ ได้แก่ Lactobacillus spp. Weisella spp. และ Leuconostoc spp. เป็นต้น เมื่อวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ขนาดประมาณ 1,500 คู่เบส ของยีน 16S rRNA โดยการใช้โปรแกรม BLASTN เปรียบเทียบกับข้อมูลใน GenBank ของ NCBI พบว่าสามารถแยกชนิดของแบคทีเรียกรดแลคติกสกุลต่าง ๆ ได้เป็น Lactobacillus 4 ชนิด Weisella 1 ชนิด และ Leuconostoc 1 ชนิด และเมื่อสร้างแผนภูมิความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถแบ่งกลุ่มและแยกความแตกต่างทางพันธุกรรมของแบคทีเรียได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การพยากรณ์ความล้มเหลวทางการเงินของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทย

การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแม่นยำของตัวแบบทางการเงิน Altman (1983) ตัวแบบ Zmijewski (1984) และตัวแบบที่พัฒนาใหม่จากวิธีการวิเคราะห์ จำแนกประเภท (Discriminant Analysis) ในการพยากรณ์ภาวะความล้มละลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย ระยะ 1-3 ปี ก่อนที่ธุรกิจจะประสบปัญหาภาวะล้มละลาย โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ประกอบธุรกิจ ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2558 ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มบริษัทที่ประสบความล้มเหลวทางการเงินจำนวน 71 บริษัท และกลุ่มบริษัทที่ไม่ประสบความล้มเหลวทางการเงินจำนวน 532 บริษัท จากผลการศึกษา พบว่าตัวแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยวิธีวิเคราะห์จำแนกประเภท (Discriminant Analysis) ให้ผลการพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุดโดยมีความแม่นยำเฉลี่ยของการพยากรณ์ล่วงหน้า 1-3 ปี เท่ากับ ร้อยละ 77.45 ร้อยละ 75.80 และ ร้อยละ 81.16 ตามลำดับ ซึ่งตัวแบบที่มีความแม่นยำรองลงมาคือ Zmijewski (1984) ให้ผลการพยากรณ์ล่วงหน้า 1-3 ปี เท่ากับร้อยละ 74.18 ร้อยละ 74.36 และ ร้อยละ 70.75 ตามลำดับ และท้ายสุดคือ Altman (1983) ให้ผลพยากรณ์ล่วงหน้า 1-3 ปี เท่ากับ ร้อยละ 60.04 ร้อยละ 63.52 และ ร้อยละ 59.91 ตามลำดับ อย่างไรก็ด้วยงบการเงินของธุรกิจ SMEs ในไทย...

ทัศนคติของผู้หญิงต่อการโฆษณาโดยใช้แรงดึงดูดทางเพศ (sex appeal)

ปัจจุบันผู้หญิงเป็นกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีอำนาจซื้อในมืออย่างมาก และมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในระดับครัวเรือน ซึ่งกล่าวได้ว่าบทบาททางเพศของผู้หญิงในสังคมมีมากขึ้น และเกิดเป็นกระแสผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความเป็นอิสระในการแสดงออกและเปิดรับสื่อในเรื่องเพศที่มากขึ้น ทำให้หลายธุรกิจนำเอาแรงดึงดูดทางเพศมาใช้โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการรับรู้ถึงสินค้าในกลุ่มผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยค่านิยมของวัฒนธรรมไทยทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางลบต่อการโฆษณาโดยใช้ประเด็นที่เกี่ยวกับเพศในการดึงดูดความสนใจผู้หญิง ทำให้เป็นที่น่าสนใจที่จะวิจัยเพื่อให้เข้าใจถึงทัศนคติของผู้หญิงอย่างถ่องแท้ เพื่อพัฒนาแนวทางการโฆษณาโดยใช้แรงดึงดูดทางเพศได้ตรงกับความคิด ความรู้สึกและความสนใจ ที่ตอบสนองกับพฤติกรรมของผู้หญิงในยุคปัจจุบัน โดยหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบทางลบต่อสื่อโฆษณาและตัวสินค้ากรอบแนวคิดงานวิจัยฉบับนี้ คือ จากการศึกษาทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับทัศนคติของผู้หญิงต่อการโฆษณาโดยใช้แรงดึงดูดทางเพศ (Sex Appeal) ที่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการโฆษณาโดยใช้แรงดึงดูดทางเพศ ต่อตัวแปรทัศนคติของผู้หญิง ทั้งนี้แรงดึงดูดทางเพศในการโฆษณานั้นถูกนำมาใช้ในมิติต่างๆ 4 มิติ คือ วัตถุที่ใช้ในการนำเสนอ เพศของผู้แสดงแบบ การเปิดเผยร่างกาย รูปแบบการนำเสนอแรงดึงดูดทางเพศ ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ องค์ประกอบด้านอารมณ์และความรู้สึก องค์ประกอบด้านพฤติกรรม องค์ประกอบด้านความรู้และความเข้าใจ นำมาซึ่งสมมติฐาน คือ 4 มิติของการโฆษณาโดยใช้แรงดึงดูดทางเพศมีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้หญิง โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 3 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่ม Generation X 3 คน Generation Y 3 คน และ Generation Z 3 คน และมีการตรวจสอบข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา โดยนำข้อมูลจากการสังเกตและการสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครงประกอบสื่อโฆษณาที่มีการใช้แรงดึงดูดทางเพศ มาวิเคราะห์บนฐานของแนวคิดทฤษฎีผลการศึกษาพบว่า มิติแรงดึงดูดทางเพศในการโฆษณาทั้ง 4 มิติมีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้หญิง โดยส่งผลต่อทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึก ทางด้านพฤติกรรม และด้านความรู้ความเข้าใจที่แตกต่างกันไป โดยมิติแรงดึงดูดทางเพศที่นำเสนอโดยใช้คนสามารถเข้าถึงกลุ่ม Generation X และ Generation Y ได้ค่อนข้างดีแต่มีข้อแตกต่างกันคือ Generation X ให้ความสำคัญกับการรับรู้ทางด้านอารมณ์ทั้งในขณะรับชม การใช้ตัวแบบผู้ชายสามารถดึงดูดสายตาได้มากที่สุด การใช้ตัวแบบผู้หญิงสามารถสร้างความรู้สึกชื่นชอบในสินค้าและตัวโฆษณาและสร้างความต้องการทดลองใช้สินค้าได้แต่ควรควรหลีกเลี่ยงการเปลือยกายและการเสนอเรื่องเพศอย่างโจ่งแจ้ง...

Registration Year

  • 2017
    28,740

Resource Types

  • Dataset
    28,740