156,961 Works

การศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการใช้งานอาคารประเภทอเนกพื้นที่ใช้สอยของคนที่ทำงานในพื้นที่สำนักงาน

ฉัตรสุดา เจ้าตระกูล
จากราคาที่ดินกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการอเนกพื้นที่ใช้สอยจึงเป็นทางเลือกที่ผู้พัฒนาโครงการหลายรายมีทิศทางการลงทุนเพิ่มขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยด้านประโยชน์ใช้สอย ด้านพฤติกรรม และด้านเทคนิค ที่มีผลต่อการใช้งานพื้นที่อาคารของพนักงานในสำนักงานแบ่งเช่าในอาคารประเภทอเนกพื้นที่ใช้สอย ประเภทสำนักงาน ร้านอาหารและบาร์ การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจำนวน 100 ชุด ที่ระดับนัยสำคัญ 0.10 โดยเก็บตัวอย่างจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานที่ทำงานในอาคารสำนักงานประเภทอเนกพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ 3 อาคาร ในเขตกรุงเทพมหานคร และใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อด้านเทคนิคสำคัญมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านประโยชน์ใช้สอย และด้านพฤติกรรม ตามลำดับ โดยหลักขององค์ประกอบด้านเทคนิคเป็นเรื่องระบบอาคารที่จำเป็นเพื่อความสะดวกสบายของสภาพแวดล้อมขณะทำงาน รวมถึงความปลอดภัยขณะทำงานทั้งจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากภายนอกและอุบัติเหตุที่อาจเกิดภายในอาคารเป็นหลัก ในขณะที่ผลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตัวแปรข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามกับกลุ่มตัวแปรระดับความสำคัญพบว่า มีเพียงระยะเวลาทำงานในอาคาร ที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านเทคนิค ด้านประโยชน์ใช้สอย และด้านพฤติกรรม

การพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากการวัดค่าสัญญาณทางไฟฟ้าที่ได้จากการวัดสมบัติทางไดอิเล็กทริกของวัสดุเฟอร์โรอิเล็กทริก

เบญญา เชิดหิรัญกร, เจียรนัย เล็กอุทัย & วัฒณสิทธิ์ พิมเพา
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 24, 5

เครื่องจักสาน

บุญเลิศ อรุณพิบูลย์

การพัฒนาต้นแบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การออกแบบย้อนกลับสำหรับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต

ศุภรัก สุวรรณวัจน์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดการออกแบบย้อนกลับของรายวิชาในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต เพื่อพัฒนาต้นแบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การออกแบบย้อนกลับในรายวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 สำหรับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต และเพื่อทดลองใช้ต้นแบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การออกแบบย้อนกลับในรายวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 สำหรับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต ประชากร คือ 1) กลุ่มอาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต ทางด้านการออกแบบ จำนวน 12 สาขาวิชา โดยเป็นอาจารย์ที่ทำการสอนอยู่ในปัจจุบัน ในรายวิชาหมวดวิชาเฉพาะ จำนวน 85 ท่าน โดยผู้วิจัยจะใช้อาจารย์ทั้งหมดในกลุ่มประชากรในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ 2) นิสิตที่เรียนในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตที่เรียนในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ชั้นปีที่ 2 โดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงเลือกนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คนผลการวิจัย พบว่าอาจารย์ที่สอนในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิตไม่ได้ออกแบบการเรียนรู้ตามขั้นตอนของการออกแบบย้อนกลับ และผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญพบว่าต้นแบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งพัฒนาโดยผู้วิจัยโดยใช้แนวคิดการออกแบบย้อนกลับ ในรายวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิตอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก โดยมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 4.7 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยรวมอยู่ที่ 0.50 และผลทดลองต้นแบบพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่เรียนรู้จากต้นแบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยใช้แนวคิดการออกแบบย้อนกลับ ในรายวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 โดยหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น และการประเมินความเข้าใจที่คงทนยั่งยืนจากผลงานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 3 ครั้ง พบว่าพัฒนาการเรียนรู้ 3 ครั้งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจากการศึกษาความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อต้นแบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การออกแบบย้อนกลับ ในรายวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต พบว่านิสิตมีความพึงพอใจมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.3 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยรวมอยู่ที่ 0.69

สิเน่หาแห่งเพศ : ชีวิตและความรักของผู้หญิงมุสลิมโสดในจังหวัดปัตตานี

จิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน
วิทยานิพนธ์นี้ให้ความสนใจเงื่อนไขที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ใกล้ชิดส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับความรัก และการแสดงออกถึงความปรารถนาทางเพศของผู้หญิงมุสลิมโสดในจังหวัดปัตตานี ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อความรักและความสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิด ทั้งที่เป็นอุปสรรคและเอื้อให้เกิดทางเลือกอิสระในการใช้ชีวิต ประกอบด้วย ปัจจัยทางศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ เพศสถานะและเพศวิถี ซึ่งการต่อรองและตอบโต้กับปัจจัยเหล่านี้สร้างความหมายแก่ความรัก สิเน่หาทางเพศ และความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ผู้หญิงแต่ละคนตัดสินใจด้วยเหตุผลและการตระหนักรู้ตัวตน ความหมายความรักมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้หญิงแต่ละคน โดยความรักและประสบการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศของผู้หญิงมุสลิมโสด ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงใน 2 ประการสำคัญ ประการแรกคือความรักได้ลดความสำคัญของการคำนึงเรื่องผลประโยชน์ และประการที่สองความรักนำมาสู่การเปิดเผย ต่อรองและสำรวจความรู้สึกของกันและกันมากขึ้น รูปแบบความสัมพันธ์กับคนรักวางอยู่บนฐานความเสมอภาค การแลกเปลี่ยนและสร้างสมดุลของอารมณ์ความรู้สึก ความสอดคล้องเหมาะสมกัน โดยเฉพาะคนรักต้องเป็นมุสลิมที่มีศรัทธา ผู้หญิงคาดหวังให้คนรักแสดงออกถึงความรักทั้งการกระทำและคำพูด ความรักเป็นพื้นฐานของการแต่งงาน และการมีครอบครัว โดยการสร้างความสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน เป็นสิ่งที่จำเป็นที่คนรักจะเรียนรู้กันและกันภายใต้กรอบศาสนา

ผลของการให้เลือดต่อการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ในผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบิน อี ที่ไม่ได้รับการตัดม้าม

ชเลวัน ภิญโญโชติวงศ์
ที่มา : ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย อินเตอร์มีเดีย ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง รวมทั้งการได้รับการผ่าตัดม้ามและผลของภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการให้เลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย อินเตอร์มีเดีย ที่ยังไม่ได้รับการตัดม้าม เพื่อลดผลจากการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว ในอันที่จะมีผลต่อการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง วิธีการศึกษา : เป็นการศีกษาแบบ cross sectional study โดยนำผู้ป่วยโรคโลหิตจาง เบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบิน อี และเป็นธาลัสซีเมีย อินเตอร์มีเดีย จำนวน 27 คนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมอ และกลุ่มที่ได้รับเลือดเป็นบางครั้ง มารับการตรวจหัวใจด้วยเครื่อง echocardiogram เพื่อศึกษาการทำงานของหัวใจและประเมินภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ผลการศึกษา : ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมอจำนวน 13 คน และกลุ่มที่ได้รับเลือดเป็นบางครั้งจำนวน 14 คน พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 1 คนจากกลุ่มที่ได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมอมีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ค่าเฉลี่ยของความดันหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary artery systolic pressure) ในกลุ่มที่ได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมอและกลุ่มที่ได้รับเลือดเป็นบางครั้ง เท่ากับ 25.08±6.2 mmHg และ 27.13±5.6 mmHg ตามลำดับ และไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p=0.9) สรุปการศึกษานี้ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของผลของการให้เลือด ต่อการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงได้ อาจต้องมีการศึกษาที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอ

การตรวจจับเว็บสแปมโดยอาศัยการวิเคราะห์บูสเพจ

ชาคริต ลิขิตขจร
งานวิจัยในการตรวจจับเว็บสแปมโดยทั่วไปจะมีจุดมุ่งหมายหลักในการค้นหาลักษณะเฉพาะของเว็บที่เป็นเว็บสแปม เนื่องจากว่าเว็บสแปมคือเว็บที่ใช้วิธีการพิเศษในการทำให้เว็บเพจของตนเองได้ลำดับสูงกว่าที่ควร ซึ่งในการทำให้เว็บเพจของตนได้ลำดับสูงนั้นจะต้องทำให้ระบบสืบค้นมองเว็บเพจของตนเองว่าได้รับความนิยมสูง เว็บสแปมจะมีการสร้างเว็บเพจที่มีหน้าที่เพิ่มคะแนนความนิยมของตนเอง ซึ่งเว็บเพจเหล่านี้จะเรียกว่า บูสต์เพจ ดังนั้นจึงได้ทำการพัฒนาระบบการตรวจจับเว็บสแปมโดยเริ่มต้นจากวิเคราะห์และตรวจสอบเว็บเพจที่เป็นบูสเพจ แทนที่จะตรวจจับเว็บเพจที่เป็นเว็บสแปมโดยตรง โดยอาศัยลักษณะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเว็บเพจที่เป็นบูสเพจกับเว็บเพจที่เป็นสแปมเป็นตัวชี้วัด แล้วหลังจากนั้นจึงนำเว็บเพจที่เป็นบูสเพจมาเป็นเครื่องมือช่วยหาเว็บเพจที่เป็นเว็บสแปม โดยดูจากโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างเว็บสแปมกับบูสต์เพจ และเพจสแปมกับเพจธรรมดา ผลการทดลองพบว่ามีประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจจับในระดับที่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยในการตรวจจับเว็บสแปมอื่น ผลลัพธ์จากการตรวจจับเว็บสแปมโดยการวิเคราะห์บูสเพจให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการพัฒนาประชาธิปไตย : กรณีศึกษาสภาพัฒนาการเมือง

ชาคร พิทักษ์วัชระ
ศึกษาว่าการขับเคลื่อนของสภาพัฒนาการเมืองในการเสริมสร้างการเมืองภาคพลเมืองนั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 78 (7) ที่ได้กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัดหรือไม่ อย่างไร และประการที่สอง ศึกษาปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนด ทิศทางการทำงานของสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง ใน 2 ปี ตั้งแต่ 30 มกราคม 2551 ถึง 30 มกราคม 2553 โดยใช้วิธีศึกษาวิจัยแบบคุณภาพโดยการรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและใช้สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ปฏิบัติงาน ผลของการศึกษาสรุปตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา มีดังต่อไปนี้ วัตถุประสงค์แรก ผู้วิจัยได้ใช้การทบทวนและวิเคราะห์กฎหมายฉบับนี้ จึงได้พบว่าโครงสร้างของสภาพัฒนาการเมือง มีช่องโหว่ให้นักการเมืองหรือองค์กรต่างๆ สามารถเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และควบคุมการทำงานได้ และโครงสร้างไม่สามารถสร้างพื้นที่การเมืองแก่ภาคประชาชน ในลักษณะขบวนการเคลื่อนไหวได้ ส่งผลให้สภาพัฒนาการเมืองไม่สามารถทำงานเพื่อตอบสนองตามวัตถุประสงค์ในข้อนี้ได้ วัตถุประสงค์ที่สอง เมื่อมีการทบทวนโครงสร้างขององค์กรตามวัตถุประสงค์ที่หนึ่งแล้ว พบว่า กลุ่มองค์กรที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการทำงานของสภาและกองทุนพัฒนาการเมืองหลักๆ คือ สถาบันพระปกเกล้า ได้เข้ามามีอำนาจจัดการการบริหาร การทำงานในทุกๆ ส่วนนับตั้งแต่สภาฯ สำนักงาน และกองทุนฯ และจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกและผู้ปฏิบัติงาน พบว่า รูปแบบนี้ส่งผลให้การทำงานยังคงติดอยู่กับรูปแบบของราชการ ไม่มีความคล่องตัว อีกองค์การหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพล คือ สภาองค์กรชุมชน เนื่องจากสมาชิกครึ่งหนึ่งของสภา (76 คน) นั้น เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัดที่มาจากสมาชิกของสภาองค์กรชุมชน ดังนั้น ความสามารถในการโหวตของสมาชิกที่มาจากสภาองค์กรชุมชน จึงสามารถล๊อบบี้การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้ ผู้วิจัยจึงเสนอว่า ควรมีการทบทวนกฎหมายฉบับนี้ใหม่เพื่อให้มีโครงสร้างที่มีความเป็นอิสระ แทรกแซงได้ยาก มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการทำงานในพื้นที่และเครือข่าย

องค์ประกอบทางการออกแบบแสงประดิษฐ์บริเวณส่วนโถงต้อนรับของโรงแรมในกรุงเทพมหานคร

ภัณบดินทร์ สุภธีระ
ศึกษารวบรวมข้อมูลรูปแบบทางสถาปัตยกรรมภายใน และวิธีการออกแบบแสงประดิษฐ์ในบริเวณส่วนโถงต้อนรับของโรงแรมในกรุงเทพมหานคร โดยได้เก็บข้อมูลรูปแบบทางสถาปัตยกรรมภายใน และวิธีการออกแบบแสงประดิษฐ์จากโถงต้อนรับของโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ในกรุงเทพมหานคร ที่สร้างในช่วงปี พ.ศ. 2510-2554 จำนวนทั้งสิ้น 34 กรณีศึกษา โดยได้ถอดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และองค์ประกอบทางแสงประดิษฐ์ และวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้งสอง จากการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์รูปแบบการให้แสงในส่วนพื้นที่โถงต้อนรับของโรงแรม พบว่ามีการให้แสงในรูปแบบ Downlight, Cove Lighting และ Task Lighting มากสุดเป็น 3 อันดับแรก โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการให้แสงกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในลักษณะต่างๆ กัน อาทิ รูปแบบของฝ้าเพดานที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการเลือกใช้แสงประดิษฐ์ เช่น ฝ้าเรียบจะเหมาะกับการเลือกใช้แสงประดิษฐ์แบบ Downlight, Decorative Lighting หรือ Slot Outing ส่วนฝ้าหลุม-หลืบ จะเหมาะกับการเลือกใช้แสงประดิษฐ์แบบ Downlight, Decorative Lighting หรือ Cove Lighting เป็นต้น ทั้งนี้พบว่าการออกแบบแสงประดิษฐ์ในส่วนพื้นที่โถงต้อนรับของโรงแรมนั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับพื้นที่ส่วนเคาน์เตอร์ต้อนรับ และส่วนนั่งพักคอย อันจะส่งผลให้ง่ายต่อการสังเกตเห็นสำหรับแขกผู้เข้าพัก หรือผู้ที่ต้องการเข้ามาติดต่อประสานงานกับทางโรงแรม งานวิจัยชิ้นนี้ได้นำเสนอแนวทางสำหรับการออกแบบแสงประดิษฐ์ในส่วนของโถงต้อนรับ โดยสถาปนิกหรือผู้ที่มีความสนใจในเรื่องของการออกแบบแสงประดิษฐ์ สามารถนำเอาผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย มาประยุกต์ใช้กับพื้นที่โถงต้อนรับของโรงแรมที่ได้ทำการออกแบบใหม่ หรือโรงแรมที่ต้องการจะทำการปรับปรุง

ความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายรัฐบาล : ศึกษากรณีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐมณฑลยูนนานในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

อาริษา ชมเกตุแก้ว
นับตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วการค้ามนุษย์เป็นกิจกรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง กระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมในการค้ามนุษย์กลายเป็นธุรกิจทีทำกำไรได้อย่างมหาศาล ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายใหญ่ของแรงงานอพยพจากทั่วภูมิภาค รวมทั้งจากมณฑลยูนนาน ซึ่งหญิงและเด็กจำนวนมากถูกค้ามายังประเทศไทยเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ ดังนั้นรัฐบาลไทยและรัฐบาลจึงจำเป็นต้องรวมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายรัฐบาล (Government networks) ซึ่งเป็นความร่วมมือแบบหลวมๆ รูปแบบหนึ่ง จากการศึกษาพบว่า Government networks ทำหน้าที่ 1) ช่วยอำนวยความสะดวกในการประสานงานข้ามพรมแดนของรัฐผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวสาร ผ่านการประชุมหรือการฝึกอบรม 2) ประสานงานในด้านการปฏิบัติงานระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐข้ามพรมแดน 3) สร้างพื้นที่สำหรับการพบปะและจูงใจกันและกัน จากความร่วมมือดังกล่าวมีพบว่าช่วยให้การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานได้

การศึกษากระบวนการทางวัฒนธรรมและรูปแบบทางกายภาพ เรือนพื้นถิ่นไทยพุทธจังหวัดชายแดนใต้ : กรณีศึกษา ต.พร่อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ณัฐพร เทพพรหม
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาลักษณะทางกายภาพ ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเรือนพื้นถิ่นของชาวไทยพุทธที่อาศัยอยู่ในตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยโดยวิธีการรังวัดสำรวจเรือนและเขียนแบบ วิธีการสัมภาษณ์เจ้าของเรือน ปราชญ์ท้องถิ่น และผู้ดำเนินพิธีกรรมไหว้เจ้าที่ตั้งเสาภูมิและพิธีกรรมยกเสาเอก วิธีการศึกษาข้อมูลเอกสารทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น ซึ่งได้เลือกศึกษาเรือนทั้งหมด 20 หลัง โดยพิจารณาจากความสมบูรณ์ของเรือน และเจ้าของเรือนที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับกระบวนการก่อสร้างเรือนได้ จากการศึกษาพบว่าชาวพร่อนสร้างเรือนพื้นถิ่นให้มีจิตวิญญาณและเป็นเรือนมงคลโดยมีพิธีกรรมและวิธีการก่อสร้างที่มีแบบแผนเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ ประกอบด้วย การหาสถานที่และตำแหน่งปลูกเรือน การหาฤกษ์ปลูกเรือน การปฏิบัติพิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่ตั้งเสาภูมิและพิธีกรรมยกเสาเอก การใส่ผ้ายันต์มงคลบนเรือน การหาระดับพื้นแม่เรือนและการกำหนดจำนวนจันทันโดยใช้หลักคิดจากระบบธาตุ4 การกำหนดทิศหน้าเรือนและบันไดขึ้นเรือน การกำหนดทิศจันทันและวิธีการซ้อนทับ นอกจากนี้ชาวพร่อนยังได้เลือกถิ่นอาศัยตามหลักทักษา ออกแบบเรือน สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมรอบเรือน และบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดได้อย่างสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีธรรมชาติและวิถีวัฒนธรรม เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย สรุปได้ว่า รูปแบบ หลักคิดและแนวปฏิบัติที่ปรากฏอยู่ในเรือนพื้นถิ่นไทยพุทธชาวพร่อนนั้น มีอิทธิพลมาจากคติความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนาหรือหลักธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบองค์รวมที่หลากหลายและมีดุลยภาพ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องระหว่างกันทั้งหมดโดยการเกื้อกูล พึ่งพิง อิงอาศัย เรือนพื้นถิ่นไทยพุทธชาวพร่อนจึงเป็นกรอบชีวิตให้ผู้อาศัย ได้พัฒนาความประพฤติ จิตใจ และปัญญาตามวิถีพุทธ ในการสร้างสังคมโพธิสัตว์ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม

การจัดการงานบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารในอาคารสำนักงาน : กรณีศึกษากลุ่มอาคารในเครือเจริญโภคภัณฑ์

จักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ
การบำรุงรักษาเพื่อให้ระบบประกอบอาคารมีความพร้อมและสามารถใช้งานได้ในระยะยาวตลอดช่วงอายุอาคารเป็นเรื่องสำคัญ และต้องอาศัยการจัดการงานบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องรูปแบบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดการงานบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารในอาคารสำนักงาน โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้บริหารงานบำรุงรักษา ผู้เกี่ยวข้อง และเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ของอาคารสำนักงานที่เป็นกรณีศึกษาจำนวน 6 อาคาร จากการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการงานบำรุงรักษาจำนวนมาก และทั้งหมดอยู่ในกรอบคิดของกระบวนการจัดการหลัก 4 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์กร การดำเนินการ. และการควบคุม จึงนำกรอบคิดดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบการศึกษาครั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า อาคารกรณีศึกษามีลักษณะองค์ประกอบในการจัดการ ดังนี้ การกำหนดนโยบายในการบำรุงรักษา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีนโยบายในการบำรุงรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรหยุดชะงัก เนื่องจากจะส่งผลกระทบกับผู้ใช้อาคารซึ่งเป็นผู้เช่าพื้นที่อาคาร ส่วนกลุ่มที่สองนโยบายคือ การบำรุงรักษาให้ได้ตามแผนและระยะเวลามาตรฐานที่กำหนด กลุ่มนี้ใช้การว่าจ้างผู้ปฏิบัติงานภายนอกทั้งหมด จึงมุ่งหวังที่จะเห็นผลสำเร็จของงาน โดยพบว่าทั้ง 2 กลุ่มไม่มีการกำหนดกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจน พบเพียงเทคนิควิธีในการทำงาน เช่น จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน ตรวจสอบคุณภาพงานบำรุงรักษา และมีการวางแผนบำรุงรักษาและแผนงบประมาณแบบรายปี โดยพบลักษณะการจัดโครงสร้างใน 2 ลักษณะ คือ การจัดโครงสร้างแยกหน่วยงานตามระบบประกอบอาคาร(Functional Organization) และจัดเป็นทีมบำรุงรักษา (Team Organization) และสามารถจำแนกรูปแบบการจัดหาผู้ปฏิบัติงานได้เป็น 2 รูปแบบ คือ ใช้บุคลากรแบบผสม (Combination) และใช้บุคลากรภายนอกทั้งหมด (Total Outsourcing) เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในการจัดการกับปัจจัยต่างๆ พบว่าลักษณะทางกายภาพของอาคารที่ส่งผลต่อการจัดการ คือ ขนาดพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้จำนวนผู้ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น และระบบประกอบอาคารที่ทุกอาคารต้องว่าจ้างบุคลากรภายนอก คือ ระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน ระบบส่งจ่ายไฟฟ้าที่ประกอบด้วยหม้อแปลงไฟฟ้า และตู้ MDB (Main Distribution Board)...

ผลของการจัดการเรียนการสอนเรื่องน้ำโดยใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคตที่มีต่อพฤติกรรมการใช้น้ำตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กวัยอนุบาล

บุญฤทธิ์ บุญยงมณีรัตน์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนเรื่องน้ำโดยใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคตที่มีต่อพฤติกรรมการใช้น้ำตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือเด็กวัยอนุบาลชั้นปีที่1 อายุ 4-5 ปี โรงเรียนพระราม 9 กาญจนาภิเษก จำนวน 74 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ใช้แผนการจัดการเรียนการสอนเรื่องน้ำโดยใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคต จำนวน 37 คน และกลุ่มควบคุมใช้แผนการจัด การเรียนการสอนเรื่องน้ำแบบปกติ จำนวน 37 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเกตพฤติกรรมการใช้น้ำตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กวัยอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยการทดสอบค่าที ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ผลการวิจัยพบว่า 1.หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนพฤติกรรมในการใช้น้ำตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กวัยอนุบาลสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนพฤติกรรมในการใช้น้ำตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กวัยอนุบาลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

การพัฒนาแบบจำลองต้นทุนของระบบผลิตพลังงานร่วม

อภิรัตน์ นาควิจิตร
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของต้นทุนของระบบผลิตพลังงานร่วมซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine Generator: GTG) และหน่วยผลิตไอน้ำ (Heat Recovery Steam Generator: HRSG) ซึ่งพิจารณาจากราคาของเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ และประสิทธิภาพของหน่วยผลิต รวมไปถึงการพิจารณาการจัดสรรนำเข้าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่มีรูปแบบการคิดราคาค่าไฟฟ้าแบบใช้งานตามช่วงเวลา (Time of use rate: TOU) รูปแบบปัญหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าน้อยที่สุด และการนำเข้าไฟฟ้า เป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งพิจารณาในรูปแบบของค่าพลังงานความร้อนในหน่วยเมกกะวัตต์-ชั่วโมง โดยการสร้างสมการความสัมพันธ์จากข้อมูลตัวแทนที่เก็บย้อนหลังซึ่งนำมาคัดกรองด้วยวิธี Box plot จากนั้นอาศัยหลักการสมดุลพลังงานและความสัมพันธ์เชิงเส้นถดถอยระหว่างพลังงานที่เข้าและออกของแต่ละหน่วยผลิต มากำหนดเป็นสมการวัตถุประสงค์ รูปแบบปัญหานี้ใช้โปรแกรม Solver ใน MS Excel 2010 ในการแก้ปัญหา โดยกำหนดเงื่อนไขเป็นขีดจำกัดการผลิตของแต่ละหน่วย และเงื่อนไขการนำเข้าไฟฟ้าแบบ TOU หลังจากทำการวิเคราะห์และตรวจสอบเปรียบเทียบผลจากแบบจำลองกับผลจริงด้วยวิธี Two-Sample T-Test สามารถสรุปได้ว่าแบบจำลองช่วยกำหนดการใช้เชื้อเพลิงและจัดสรรภาระให้กับหน่วยผลิตแต่ละหน่วยตามประสิทธิภาพ โดยหน่วยที่มีประสิทธิภาพมากกว่าจะถูกจัดสรรภาระมากกว่า และนำผลลัพธ์ไปเปรียบเทียบกับการดำเนินการจริง 3 กรณี คือ หน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยปกติ, เฉลี่ยสูงสุด และเฉลี่ยต่ำสุด ประกอบกับการนำเข้าไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม ทำให้ต้นทุนในการผลิตพลังงานร่วมลดลงโดยเฉพาะผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยปกติ คิดเป็นต้นทุนที่ประหยัดสูงสุดได้ร้อยละ 19.25, 12.29 และ 16.47 ตามลำดับ

การศึกษาความต้องการข้อมูลของนักท่องเที่ยวชาวไทยผ่านสื่อออนไลน์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อภิชาติ ติลกสกุลชัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการข้อมูลของนักท่องเที่ยวชาวไทยผ่านสื่อออนไลน์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยการสุ่มแบบบังเอิญจากกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยให้ได้กลุ่มตัวอย่างมา 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่เข้าใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อหาข้อมูลท่องเที่ยวบ่อยครั้ง 20 คนในช่วงอายุที่ต่างกัน และกลุ่มของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องการสร้างและพัฒนา ผู้ดูแลและรับผิดชอบสื่อออนไลน์ของ ททท.จำนวน 4 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ผลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบระดับความต้องการข้อมูลระหว่างเพศ และอายุ แล้วใช้สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณา เพื่ออภิปรายผลจากค่าทางสถิติร่วมกับผลการวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าข้อมูลที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะค้นหาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรือสื่อออนไลน์ 10 อันดับแรก ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก เส้นทางการเดินทางและแผนที่ ร้านอาหาร ราคาและรายการส่งเสริมการขาย โปรแกรมท่องเที่ยว รูปภาพของแหล่งท่องเที่ยวและที่พัก กิจกรรมที่ทำได้ ช่องทางการติดต่อและการจองที่พักและร้านอาหาร และ ข้อคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้บริการมาก่อน นอกจากนี้ยังพบว่าความต้องการข้อมูลท่องเที่ยวในด้านแหล่งท่องเที่ยว การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก ข้อเสนอพิเศษ กิจกรรมที่ทำได้ และบริการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ของแต่ละช่วงอายุนั้นมีลำดับความสำคัญของความต้องการข้อมูลที่แตกต่างกันไป ช่วงอายุ 18 – 24 ปี และ 25 – 34 ปี จะเน้นหาข้อมูลกิจกรรมที่ทำได้เป็นอันดับแรก แล้วจึงหาข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวก ข้อเสนอพิเศษ เส้นทางการเดินทาง และแหล่งท่องเที่ยว ส่วนช่วงอายุ 35 – 44 ปี และ 45 – 54 ปี จะ เน้นหาข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกก่อน จากนั้นจึงสนใจเรื่องข้อเสนอพิเศษ วิธีการเดินทาง...

คุณภาพการนอนหลับและภาวะสุขภาพจิตของผู้ป่วยแผนกการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี

สลิลาพร กองทองมณีโรจน์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการนอนหลับและภาวะสุขภาพจิตของผู้ป่วยแผนกการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 110 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามข้อมูลทางสุขภาพและการรักษา แบบสัมภาษณ์ดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสั้น จำนวน 15 ข้อ แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ PSQI (The Pittsburgh Sleep Quality Index) แบบประเมินเหตุการณ์ความเครียดในชีวิตจำนวน 30 ข้อและแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการเผชิญความเครียดวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS for window สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคว์-สแควร์ และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลวิจัย พบว่า ความชุกของคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีของผู้ป่วยแผนกการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี พบร้อยละ 40.0ภาวะสุขภาพจิตของผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.1 มีสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป พบว่าคุณภาพการนอนหลับไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิต ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สถานภาพสมรส เหตุการณ์ความเครียดด้าน ปัญหาการเงิน การเปลี่ยนแปลงการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ กลัวว่าเด็กจะไม่ได้รับการดูแล รู้สึกถูกแบ่งแยกเนื่องจากการป่วย รู้สึกป่วยบ่อย และมีอาการปวดบ่อย ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพจิต คือ อายุ พบว่าผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปมีภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่า คนทั่วไป และพบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับปัญหาและด้านการจัดการกับอารมณ์ กับภาวะสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดูแล ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วย รวมถึงดูแล ช่วยเหลือ และพัฒนาให้มีสุขภาพจิตที่ดีต่อไป

ผลของกลุ่มจิตวิทยาพัฒนาตนและการปรึกษาแนวพุทธด้วยการใช้รูปภาพเป็นสื่อต่อปัญญาในภาวะความสัมพันธ์เชื่อมโยงและภาวะความเปลี่ยนแปลงในบุคคลภายหลังการรักษามะเร็งเต้านม

ศุลีพร ปรมาภูติ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มจิตวิทยาพัฒนาตนและการปรึกษา แนวพุทธด้วยการใช้รูปภาพเป็นสื่อต่อปัญญาในภาวะความสัมพันธ์เชื่อมโยงและภาวะความเปลี่ยนแปลง รูปแบบที่ใช้ในการวิจัย คือ การวิจัยกึ่งทดลอง ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง แบบมีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลภายหลังการรักษามะเร็งเต้านมที่เสร็จสิ้นการรักษามะเร็งเต้านมแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จำนวน 30 คน ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสมาชิก 7-8 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมรวม 18 ชั่วโมง ในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ติดต่อกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดปัญญา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. หลังการทดลอง กลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมจิตวิทยาพัฒนาตนและการปรึกษาแนวพุทธด้วยการใช้รูปภาพเป็นสื่อ มีคะแนนปัญญาสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. หลังการทดลอง กลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมจิตวิทยาพัฒนาตนและการปรึกษาแนวพุทธด้วยการใช้รูปภาพเป็นสื่อ มีคะแนนปัญญาสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Registration Year

  • 2014
    16,094
  • 2015
    35,392
  • 2016
    32,362
  • 2017
    31,483
  • 2018
    24,386
  • 2019
    17,234

Resource Types

  • Dataset
    138,207
  • Text
    18,754

Data Centers

  • NRCT Data Center
    156,961