510,508 Works

GBIF Occurrence Download

Occdownload Gbif.Org
A dataset containing 889 species occurrences available in GBIF matching the query: { "and" : [ "DatasetKey is PRECIS", "Issue is Geodetic datum assumed WGS84", "TaxonKey is Silene L." ] }. The dataset includes 889 records from 1 constituent datasets: 889 records from PRECIS. Data from some individual datasets included in this download may be licensed under less restrictive terms.

Dataset associated with "Spatial and temporal patterns of sediment storage and erosion following a wildfire and extreme flood"

Peter A. Nelson & Daniel J. Brogan
Data provided include digital elevation models (DEMs), DEM of Differences (DoD), rainfall depth and maximum 30-minute intensity (MI30), and morphometric data for analyses on two burned watersheds, Skin Gulch (SG) and Hill Gulch (HG), just west of Fort Collins, Colorado, U.S.A. The DEMs and DoDs cover the channel networks, while the precipitation data cover the entire watersheds. For more detailed information about the methodology in creating these data and how the data were used please...

Model output associated with "Sensitivity of Convective Self-Aggregation to Domain Size"

Casey R. Patrizio & David A. Randall
The following model output is a subset of the data used to produce the figures in "Sensitivity of Convective Self-Aggregation to Domain Size". Full model output can be obtained by contacting casey.patrizio@colostate.edu. The model output is from simulations of radiative-convective equilibrium using the cloud-resolving model, the System for Atmospheric Modeling (SAM). Four different square-domain sizes are used: S (768 x 768 km), M (1536 x 1536 km), L (3072 x 3072 km) and XL (6144...

Dataset associated with "Laboratory Evaluation of Low-cost PurpleAir PM Monitors and In-field Correction using Co-located Portable Filter Samplers"

Jessica Tryner, Christian L'Orange, John Mehaffy, Daniel Miller-Lionberg, Josephine C. Hofstetter, Ander Wilson & John Volckens
This dataset consists of data collected during two laboratory evaluations of PurpleAir monitors and one field deployment of PurpleAir monitors co-located with portable filter samplers.

Dataset associated with "Skillful all-season S2S prediction of U.S. precipitation using the MJO and QBO"

Kyle M. Nardi, Elizabeth Barnes, Eric D. Maloney, Cory F. Baggett, Daniel S. Harnos & Laura M. Ciasto
This repository contains files depicting the model’s skill in each region and season for different combinations of MJO phase, QBO phase, and forecast lead time. The files also show which phase and lead combinations are “skillful forecasts of opportunity”, situations in which the model is significantly more skillful than a random forecast. Together, the contents of this repository allow users to better assess the utility of the empirical model in particular regions and seasons of...

Data associated with "Environmental justice implications of retiring two coal-fired power plants in the southern Front Range region of Colorado"

Sheena Martenies, Ali Akherati, Shantanu Jathar & Sheryl Magzamen
The dataset includes model predictions of ozone and particulate matter less 2.5 microns in diameter over southern Colorado during years of 2017 and 2035. These files are stored as netCDF files.

Data Associated with "Methane Emissions from Gathering and Boosting Compressor Stations in the U.S. Supporting Volume 1: Multi-Day Measurements of Pneumatic Controller Emissions"

Benjamin Luck, Daniel Zimmerle, Timothy Vaughn, Terri Lauderdale, Kindal Keen, Matthew Harrison, Anthony Marchese, Laurie Williams & David Allen
Data Associated with Pneumatic study.

Successful process evaluation provides insight into team development and goal attainment: Science of Team Science

Hannah Love, Bailey Fosdick, Jeni Cross, Ellen Fisher, Meghan Suter & Dinaida Egan
Data set includes three components 1. Social network data 2. Turn-taking Data 3. Outcome Metrics See Readme Files for more details

การพัฒนากระบวนการจัดการหลักสูตรโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการลดความสูญเปล่าในการผลิตแบบลีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำหลักสูตรไปใช้ของครูระดับประถมศึกษา

นาฎฤดี จิตรรังสรรค์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการจัดการหลักสูตรโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการลดความสูญเปล่าในการผลิตแบบลีน 2) ศึกษาประสิทธิภาพในการนำหลักสูตรไปใช้ที่เกิดจากการดำเนินการตามกระบวนการที่พัฒนาขึ้น และ 3) ศึกษาปัจจัยเอื้อและปัญหาอุปสรรคในการนำกระบวนการจัดการหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลและสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ระยะที่ 2 การพัฒนากระบวนการจัดการหลักสูตร(ฉบับร่าง) โดยนำแนวคิดการลดความสูญเปล่าในการผลิตแบบลีนมากำหนดเป็นกระบวนการ ระยะที่ 3 การนำกระบวนการจัดการหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นไปใช้ และระยะที่ 4 การปรับปรุงและนำเสนอกระบวนการจัดการหลักสูตรโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการลดความสูญเปล่าในการผลิตแบบลีนฉบับสมบูรณ์ โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 24 สัปดาห์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) กระบวนการจัดการหลักสูตรโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการลดความสูญเปล่าในการผลิตแบบลีน มีขั้นตอนของกระบวนการ 7 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเตรียมเข้าสู่การจัดการแบบลีน ขั้นที่ 2 การระบุคุณค่าหรือกำหนดเป้าหมาย ขั้นที่ 3 การสร้างแผนผังสายธารแห่งคุณค่า ขั้นที่ 4 การค้นหาและกำจัดความสูญเปล่า ขั้นที่ 5 การนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดการไหล ขั้นที่ 6 การสะท้อนการทำงานผ่านระบบดึง และ ขั้นที่ 7 การสร้างมาตรฐานและความสมบูรณ์แบบ 2) การดำเนินงานตามกระบวนการจัดการหลักสูตรโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการลดความสูญเปล่าในการผลิตแบบลีน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการนำหลักสูตรไปใช้ของครูระดับประถมศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ประสิทธิภาพทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ปัจจัยเอื้อในการนำกระบวนการจัดการหลักสูตรไปใช้ แบ่งเป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก...

การสร้างเสริมการรู้จักตนเองเพื่อการพัฒนาตนเองของนักเรียนโดยใช้กระบวนการสืบสอบและการประเมินแบบชื่นชม

สิริกร โตสติ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างแบบวัดการรู้จักตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (2) สร้างกระบวนการสืบสอบและการประเมินแบบชื่นชมในการสร้างเสริมการรู้จักตนเองเพื่อการพัฒนาตนเองของนักเรียน และ (3) ศึกษาผลการใช้กระบวนการสืบสอบและการประเมินแบบชื่นชมในการสร้างเสริมการรู้จักตนเองเพื่อการพัฒนาตนเองของนักเรียน วิธีการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อแรกทำการสร้างแบบวัดการรู้จักตนเอง และตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดด้านความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดและประเมินผล และการแนะแนว จำนวน 9 คน ด้านความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในตามสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ด้านความตรงเชิงโครงสร้างโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รวม 1,626 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ทำการแบ่งตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 813 คนวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) กลุ่มสองจำนวน 813 คนวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ด้วยโปรแกรม LISREL วิธีการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ใช้การศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูประจำชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 5 คน ทำการวิเคราะห์เนื้อหา ยกร่างกระบวนการ แผนการจัดกิจกรรม และตรวจสอบความเหมาะสม โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดและประเมินผล และการแนะแนว จำนวน 9 คน ส่วนวิธีการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 เป็นการทดลองใช้กระบวนการกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 18 คน และให้นักเรียนเขียนบันทึกประจำวัน (Diary) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยาย การนำเสนอในรูปแบบตารางและแผนภาพประกอบคำบรรยาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) ผลการสร้างและพัฒนาแบบวัดการรู้จักตนเองเพื่อการพัฒนาตนเองของนักเรียน พบว่า การรู้จักตนเองมี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)...

รูปแบบการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยระบบการสอนรายบุคคลสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก

ศิริพร ครุฑกาศ
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงบรรยายและกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์แนวคิดทฤษฎี และศึกษาทักษะการแก้ปัญหา การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การจัดการเรียนการสอนด้วยระบบการสอนรายบุคคลสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของทักษะการแก้ปัญหาของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก พัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยระบบการสอนรายบุคคล กลุ่มตัวอย่างมี 4 กลุ่ม คือ (1) อาจารย์วิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 320 คน (2) นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 ปีการศึกษา 2556 ชั้นปีละ200 คน (3) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ท่าน (4) นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินตนเอง และแบบประเมินสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้แก่ ค่าสถิติไค-สแควร์ ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้ ค่าดัชนีรากที่สองกำลังเฉลี่ยที่เหลือ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการสังเคราะห์เอกสาร พบว่า ทักษะการแก้ปัญหาประกอบด้วย 1) การระบุปัญหา 2) การประเมินปัญหา 3) การวางแผนแก้ปัญหา 4) ปฏิบัติการแก้ปัญหา...

การวิจัยและพัฒนากระบวนการชี้แนะที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา

มิลินทรา กวินกมลโรจน์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการชี้แนะที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอนของครูประถมศึกษาและ 2) ศึกษาผลของกระบวนการชี้แนะที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงที่มีต่อชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอนของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา การดำเนินการวิจัย มี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของครู ระยะที่ 2 การพัฒนากระบวนการชี้แนะที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา ระยะที่ 3 การนำกระบวนการชี้แนะฯ ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ ระยะที่ 4 การนำเสนอกระบวนการชี้แนะที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอนของครูประถมศึกษา ฉบับสมบูรณ์ ระยะเวลาทดลองใช้กระบวนการชี้แนะฯ 1 ภาคการศึกษา ครูผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ ครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวม 13 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการชี้แนะที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอน มีลักษณะเป็นกระบวนการที่นำมาใช้ในการปรับชุดความคิดด้านการจัดการเรียนการสอนของครู โดยเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การไตร่ตรองทางความคิด การลงมือปฏิบัติ และการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างครูและผู้เกี่ยวข้อง จนกระทั่งทำให้ครูเกิดการเปลี่ยนแปลงชุดความคิดและแสดงออกเป็นพฤติกรรม มีผู้ชี้แนะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดระยะเวลาของการเรียนรู้ โดยมีหลักการ ดังนี้ 1) การสร้างปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเรียนรู้ของครู 2) การทำให้ครูเปิดใจยอมรับนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในของครู 3) การสร้างให้ครูเกิดแรงเสริมภายในช่วยให้เกิดพลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 4) การแก้ปัญหาด้วยการวิพากษ์ประสบการณ์ในอดีตนำไปสู่การค้นพบ 5) การทำให้ครูเกิดการชี้นำตนเองจะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ 6) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านประสบการณ์นำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมสู่การปฏิบัติ โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงาน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ก่อนการชี้แนะ เป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ชี้แนะกับครูเพื่อให้เกิดความไว้วางใจร่วมกันในการแก้ปัญหาและการสร้างเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อการปรับเปลี่ยนชุดความคิดร่วมกัน ระยะที่ 2 การชี้แนะเพื่อสร้างการเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอน คือ (1)...

การวิเคราะห์เปรียบเทียบโมเดลประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์: การประยุกต์ใช้โมเดลมูลค่าเพิ่มพหุระดับที่มีการวิเคราะห์การทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบและแบบสอบ

พนัส จันทร์เปล่ง
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบ (DIF) ที่มีการตรวจให้คะแนนทวิวิภาคและพหุวิภาค และการทำหน้าที่ต่างกันของแบบทดสอบ (DTF) ใน แบบทดสอบการประเมินการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์เมื่อใช้โมเดลมูลค่าเพิ่มพหุระดับ 2 โมเดล คือ โมเดลที่ไม่ได้พิจารณาการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบและแบบสอบ (โมเดลที่ 1) กับโมเดลที่มีการพิจารณาการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบและแบบสอบโดยการตัดข้อสอบที่มีการทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบและการทำหน้าที่ต่างกันเป็นขั้นที่แตกต่างกัน (โมเดลที่ 2) ซึ่งในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีวัตถุประสงค์ย่อยสองข้อ คือ 2.1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนมูลค่าเพิ่มกับ 3 ตัวแปร คือ เศรษฐานะของครอบครัว แหล่งทรัพยากรการศึกษาที่บ้าน และความมั่งคั่งของครอบครัว ทั้งก่อนและหลังตัดข้อสอบที่ทำหน้าที่ต่างกัน และ 2.2) เพื่อเปรียบเทียบความสอดคล้องของการจัดอันดับคุณภาพและการจัดกลุ่มคุณภาพของโมเดลมูลค่าเพิ่มพหุระดับทั้ง 2 โมเดล ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติเกี่ยวกับการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (PISA) ปี ค.ศ. 2009 จำนวน 9 ฉบับ ของกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 4,292 คน จากสถานศึกษา 230 แห่ง ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า 1) การวิเคราะห์การทำหน้าที่ต่างกันของข้อสอบ พบว่า มีข้อสอบที่เอนเอียงเข้าข้างนักเรียนหญิง (3 ข้อ), นักเรียนที่เรียนพิเศษวิทยาศาสตร์นอกสถานศึกษา (1 ข้อ), นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีเศรษฐานะต่ำ (2 ข้อ), นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีแหล่งทรัพยากรที่บ้านสูง (5 ข้อ), และนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูง (2 ข้อ) ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบในโมเดลที่ 2 ลดลงเมื่อข้อสอบที่ตรวจพบว่าทำหน้าที่ต่างกันถูกตัดออก ส่วนผลการวิเคราะห์การทำหน้าที่ต่างกันของแบบสอบ...

Dataset associated with "The landscape of North American rangeland social science: a systematic map"

Jasmine Bruno, Maria Fernandez-Gimenez, Chantsallkham Jamsranjav, Kevin Jablonski, Elena Dosamantes & Hailey Wilmer
The dataset contains information of journal articles that meet the following criteria: 1) a geographic focus on North America, 2) a social science component, 3) focus on rangeland or ranching systems, and 4) a scientific article published in a peer-reviewed journal from 1970 to 2017 in English or Spanish. The data are analyzed and published in a systematic map to characterize this literature by 1) the research objectives and questions, 2) who was studied, 3)...

การพัฒนารูปแบบการประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แฟ้มสะสมงาน: การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือแบบพหุตัวแปร

ดารุวรรณ ศรีแก้ว
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แฟ้มสะสมงาน และเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แฟ้มสะสมงานด้วยทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือแบบพหุตัวแปร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 34 คน ในกรุงเทพมหานคร ครูผู้สอนวิชาภาษอังกฤษ จำนวน 1 คน และผู้ประเมิน จำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือแบบพหุตัวแปร โดยใช้โปรแกรม mGENOVA version 2.1 และทำวิเคราะห์ความก้าวหน้าด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำชนิดทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า ขั้นตอนของแฟ้มสะสมงานสำหรับการประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการวางแผน 2) ขั้นการเตรียมความพร้อมนักเรียน 3) ขั้นการเก็บรวบรวมหลักฐาน 4) ขั้นการติดตามความก้าวหน้า 5) ขั้นการปรับปรุงผลงาน 6) ขั้นการสะท้อนคิด และ 7) ขั้นการจัดแสดงผลงาน ส่วนประกอบของแฟ้มสะสมงาน ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) ส่วนนำ 2) ส่วนเนื้อหา และ3) ส่วนภาคผนวก ภาระงานการพูดในการประเมินจำนวนทั้งสิ้น 4 ภาระงาน ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์ (interview) 2) การนำเสนอปากเปล่า (oral presentation) 3) การเล่านิทาน...

ผลกระทบในอนาคตของการปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐของคณะพยาบาลศาสตร์: วิธีการประเมินผลกระทบในอนาคตแบบผสม

ขจี พงศธรวิบูลย์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบด้าน ปัจจัย กระบวนการ ผลผลิตที่เกิดจากนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 2. ประเมินผลกระทบในอนาคตของคณะพยาบาลศาสตร์ ที่เกิดจากนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 3. จัดทำข้อเสนอแนวทางเพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันหรือรองรับผลกระทบในอนาคต และ 4. เพื่อถอดบทเรียนสำหรับเสนอตัวบ่งชี้สำหรับการประเมินผลกระทบ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ศิษย์เก่า คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ ผู้บริหารและอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 3 แห่ง อดีตผู้บริหารวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล รพ.สังกัดสำนักการแพทย์และคณะแพทยศาสตร์ชิรพยาบาล รวม 73 คน รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง สัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ผลกระทบไขว้ ผลการศึกษาพบว่า 1. นโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐส่งผลให้สถาบันมีการเปลี่ยนแปลง 1) ด้านปัจจัย (1) งบประมาณ มีโอกาสได้รับจากรัฐลดลงแต่มีโอกาสในการหารายได้มากขึ้น (2) บุคลากรมีหลายสถานภาพ แต่ละกลุ่มมีรายได้และสวัสดิการแตกต่างกัน (3) นักศึกษา มีโอกาสเป็นข้าราชการเมื่อสำเร็จการศึกษาลดลง (4) อาคารสถานที่พื้นที่ใช้สอยเท่าเดิมแต่จำนวนนักศึกษามากขึ้น 2) ด้านกระบวนการในทุกพันธกิจสถาบันยังคงดำเนินการตามในลักษณะงานประจำ 3) ด้านผลผลิต ผลผลิตบัณฑิตเมื่อสถาบันปรับเปลี่ยนสถานภาพยังไม่ปรากฎเพราะนักศึกษารุ่นแรกที่สถาบันเปลี่ยนสถานภาพจะสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557 สำหรับผลผลิตจากพันธกิจการบริการวิชาการต่อสังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอยู่ในระดับดีทั้งก่อนและหลังการปรับเปลี่ยนสถานภาพ ผลผลิตด้านงานวิจัยทั้งก่อนและหลังการปรับเปลี่ยนสถานภาพอยู่ในระดับต้องการการพัฒนาอย่างมาก 2. เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบไขว้ในอนาคตต่อสถาบันในทางบวกมากที่สุด ได้แก่ คุณภาพสถาบันสูงขึ้น ค่าผลกระทบไขว้ 7.19 เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบไขว้ต่อสถาบันในทางลบมากที่สุด ได้แก่ สถาบันมีรายจ่ายสูงขึ้นค่าผลกระทบไขว้ -3.34 3. แนวทางรองรับผลกระทบ สรุปได้ 3...

ภาวะโพสต์ฮิวแมนในคริสต์ศตวรรษที่ 21: ร่างกาย สื่อใหม่ และการบริโภคในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์หลัง ค.ศ.2000

ณัชพล บุญประเสริฐกิจ
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาภาวะโพสต์ฮิวแมนและผลกระทบที่เทคโนโลยีมีต่อร่างกาย สื่อใหม่และการบริโภคในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์หลังคริสต์ศักราช 2000 ผลการวิจัยสรุปได้ว่าบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์หลังคริสต์ศักราช 2000 ส่วนหนึ่งใช้การดำเนินเรื่องในช่วงเวลาร่วมสมัยหรือในอนาคตอันใกล้เพื่อนำเสนอภาวะโพสต์ฮิวแมนอันมีที่มาจากการดำเนินชีวิตร่วมกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี ภาวะโพสต์ฮิวแมนทำให้มนุษย์มีร่างกายที่หลากหลายควบคู่ทั้งในโลกภายนอกและไซเบอร์สเปซ วิทยาศาสตร์การแพทย์ถูกใช้เยียวยาความผิดปกติทางร่างกายที่สร้างปัญหาต่อเนื่องทางจิตใจ ขีดจำกัดของร่างกายโพสต์ฮิวแมนยังถูกเสนอผ่านความล้มเหลวของการใช้เทคโนโลยีเพื่อชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกาย บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ยังเสนอสภาพการดำเนินชีวิตร่วมกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเช่นปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารสร้างภาวะโพสต์ฮิวแมนจากการใช้สื่อใหม่ เครือข่ายการสื่อสารในทุกที่ ทุกเวลาเชื่อมโยงมนุษย์กับชุมชนไร้สาย ความสะดวกในการส่งต่อข้อมูลสร้างชื่อเสียงบนสื่อใหม่และพฤติกรรมเสพติดการสื่อสาร สื่อใหม่ยังเป็นช่องทางการต่อรองกับอำนาจการควบคุมของรัฐและการหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ ภาวะโพสต์ฮิวแมนยังอาจเกิดจากการบริโภคอันล้นเกินในระบบเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายเพื่อสร้างการเติบโตทางตัวเลขและผลกำไร มูลค่าของสินค้าควบรวมต้นทุนจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพื่อสร้างคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ ความผันผวนทางเศรษฐกิจสร้างลักษณะเฉพาะของพฤติกรรมการบริโภคในแต่ละพื้นที่ ทั้งในเมืองที่เสื่อมโทรมและพื้นที่ชนบทที่ถูกรุกคืบโดยอำนาจทุน บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์หลังคริสต์ศักราช 2000 เสนอภาวะโพสต์ฮิวแมนเป็นวิวัฒนาการต่อเนื่องของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับลักษณะการใช้เทคโนโลยีของปัจเจกและพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่

พระอุปคุต: การสืบทอดและการผลิตซ้ำความเชื่อ ตำนานและพิธีกรรมในสังคมไทยปัจจุบัน

วัชราภรณ์ ดิษฐป้าน
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสืบทอดและการผลิตซ้ำความเชื่อ ตำนานและพิธีกรรมเกี่ยวกับพระอุปคุตในสังคมไทยปัจจุบัน ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลในช่วง พ.ศ. 2554 – 2557 ทั้งข้อมูลเอกสาร ข้อมูลภาคสนาม และข้อมูลในสื่อสมัยใหม่ ทั้งในบริบทท้องถิ่นภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง และบริบทของสังคมไทยในเชิงภาพรวม ผลการศึกษาตำนานเกี่ยวกับพระอุปคุต ผู้วิจัยได้จัดประเภทตำนานพระอุปคุตในประเทศไทยออกเป็น 6 แบบเรื่อง ได้แก่ แบบเรื่องพระอุปคุตเป็นลูกนางปลา แบบเรื่องพระอุปคุตเป็นลูกพระพุทธเจ้า แบบเรื่องพระอุปคุตปราบมาร แบบเรื่องพระอุปคุตบันดาลโชค แบบเรื่องพระอุปคุตแปดรูป และแบบเรื่องพระอุปคุตหยุดตะวัน ผู้วิจัยพบว่าในการผลิตซ้ำตำนานพระอุปคุตในสื่อสมัยใหม่ในรูปแบบซีดี สื่อกระจายเสียง สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ต มีการนำเนื้อเรื่องจากคัมภีร์อโศกาวทานมาผนวกกับแบบเรื่องพระอุปคุตปราบมาร จนกลายเป็นเนื้อหาหลักที่แพร่หลายในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในปัจจุบัน ผลการศึกษาประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับพระอุปคุต พบว่ายังคงมีการสืบทอดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ พิธีนิมนต์พระอุปคุตมาคุ้มครองงานบุญทางพุทธศาสนา ประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด และประเพณีลอยปราสาทบูชาพระอุปคุต ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับพระอุปคุตดำรงอยู่อย่างมีพลวัต โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประเพณีและพิธีกรรมอันเป็นผลจากกระแสการท่องเที่ยว และการเข้าไปมีบทบาทของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังพบลักษณะพลวัตข้ามพื้นที่ คือ การนำประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ดมาผลิตซ้ำในพื้นที่ภาคกลาง แม้ยังคงรูปแบบหลักตามประเพณีตักบาตรพระอุปคุตในภาคเหนือ แต่มีการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาของการตักบาตรพระอุปคุต มีการเพิ่มหรือเน้นองค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมของสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระอุปคุต นอกจากนี้ยังพบพลวัตอีกลักษณะหนึ่ง คือ การสร้างความหมายใหม่ให้แก่พระอุปคุตในมิติของพระเครื่องและวัตถุมงคล ทำให้เกิดมโนทัศน์ “พระอุปคุตปราบมาร บันดาลโชค” ปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการสืบทอดและการผลิตซ้ำความเชื่อเกี่ยวกับพระอุปคุตทั้งในพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่มาจากลักษณะเด่นของพระอุปคุตและบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะลักษณะเด่นด้านการคุ้มครองป้องกัน ลักษณะอันคลุมเครือ และคุณลักษณะทั้งด้านโลกียะและโลกุตระที่มีรากฐานจากพุทธศาสนา ลักษณะเด่นของพระอุปคุตสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งยังตอบสนองความต้องการของพุทธศาสนิกชนในสังคมพุทธศาสนาแบบไทย ทำให้เกิดการสืบทอดและการผลิตซ้ำความเชื่อ ตำนาน และพิธีกรรมเกี่ยวกับพระอุปคุตอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยปัจจุบัน

Registration Year

  • 2019
    510,508

Resource Types

  • Dataset
    510,508

Data Centers

  • Harvard IQSS Dataverse
    130,079
  • Global Biodiversity Information Facility
    84,072
  • DSMZ
    77,501
  • The Cambridge Structural Database
    35,378
  • figshare Academic Research System
    32,142
  • Zenodo
    18,913
  • Mendeley
    13,612
  • DRYAD
    12,362
  • NRCT Data Center
    10,297
  • Plutof. Data Management and Publishing Platform
    10,204
  • CyberDOI
    8,213
  • University of Southern California Digital Library
    6,322
  • DANS
    6,174
  • ResearchGate
    5,181
  • Science and Technology Facilities Council
    4,167