137,936 Works

การศึกษาด้านพันธุศาสตร์ของภาวะชักจากไข้แบบไม่ธรรมดา /

ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล

ศึกษาการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน /

พรประพา คงตระกูล

ผลของตัวชี้นำด้วยภาพในบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ต่ำ

พรรณปพร จตุวีรพงษ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการใช้ตัวชี้นำด้วยภาพในบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ต่ำ 2) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ต่ำ เมื่อเรียนด้วยบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมเรื่องรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติที่มีตัวชี้นำด้วยภาพต่างกัน และ 3) เปรียบเทียบเวลาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ต่ำที่เรียนบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพต่างกัน และมีระดับความยากง่ายต่างกัน 4 ระดับ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ต่ำจำนวน 40 คน โดยทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เข้ากลุ่มทดลองจำนวน 2 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน เข้ารับการทดลองด้วยบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพต่างกัน 2 แบบ คือ แบบคงที่ และแบบเคลื่อนไหว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ บทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพแบบคงที่ บทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพแบบเคลื่อนไหว และแบบวัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพ 2 แบบ มีผลคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพแตกต่างกัน มีผลคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกมที่มีตัวชี้นำด้วยภาพแบบเคลื่อนไหวใช้ระยะเวลาในการเรียนน้อยกว่าแบบคงที่ในทุกระดับความยากง่ายของบทเรียนมัลติมีเดียแบบเกม

การพัฒนารูปแบบการออกแบบการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้ผังมโนทัศน์บนบล็อกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาตรี

พลวัฒน์ ธนะจันทร์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการออกแบบ การเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้ผังมโนทัศน์บนบล็อกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการออกแบบการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้ผังมโนทัศน์บนบล็อกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ฯ 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการออกแบบการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้ผังมโนทัศน์บนบล็อกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ฯ และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบการออกแบบการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้ผังมโนทัศน์บนบล็อกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ฯ กลุ่มตัวอย่างได้ แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่าเรื่องแบบดิจิทัล ด้านการเรียนการสอนโดยใช้ผังมโนทัศน์ ด้านการเรียนการสอนบนบล็อก ด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 12 ท่าน และผู้เรียนกลุ่มทดลองคือ นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนวิชา การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียน และ บล็อกการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้ค่าสถิติทดสอบค่า (t-test ) ผลการวิจัย1. รูปแบบการออกแบบการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้ผังมโนทัศน์บนบล็อกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ฯ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 6 ด้าน คือ1) แรงจูงใจ 2) วัตถุประสงค์การเรียน 3) เนื้อหา 4) ประสบการณ์ผู้เรียน 5) กิจกรรมการเรียน 6) การประเมินผล และมีขั้นตอน 7 ขั้นตอน คือ 1) การเตรียมความพร้อมผู้เรียน 2) การวิเคราะห์ 3) การระดมความคิด 4) การสร้างและปรับปรุงผลงาน 5)...

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยศูนย์การเรียนเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3

พีรภัทร ฉัตรสุวรรณ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ (1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยศูนย์การเรียนเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยศูนย์การเรียนเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (3) เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยศูนย์การเรียนเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 และ (4) เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยศูนย์การเรียนเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบวัดความสามารถการเรียนรู้เป็นทีม แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียน และ บทเรียนด้วยศูนย์การเรียนเสมือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้การทดสอบค่าที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของกลุ่มทดลองในครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 4 ของการทดลอง ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยศูนย์การเรียนเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบคือ (1) ผู้เรียนในฐานะส่วนหนึ่งของทีม (2) ผู้สอนในฐานะผู้อำนวยการเรียนรู้ (3) ชุดการสอนเสมือนแบบสื่อประสม (4) การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทีม (5) การจัดโลกเสมือนจริงเป็นศูนย์กิจกรรม และ (6) โลกเสมือนจริงและระบบสนับสนุนการเรียน มีขั้นตอนได้แก่ (1) การนำเข้าสู่บทเรียน (2) การสร้างทีมและการวางแผนทีมบนโลกเสมือนจริง (3) การศึกษาความรู้โดยใช้ชุดการสอนเสมือน (4) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกทีมโดยใช้เครื่องมือสนทนาบนโลกเสมือนจริง...

ผลกระทบของดีไซน์แพตเทิร์นบนความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง

พัชราภรณ์ พัฒนศิริพงศ์
คลาสในการออกแบบเชิงวัตถุจะได้รับผลกระทบเมื่อมีความต้องการใหม่ หรือเมื่อฟังก์ชั่นการทำงานที่มีอยู่เดิมได้รับการปรับปรุง ดังนั้นการคาดคะเนความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจากการออกแบบจึงมีความสำคัญมากเนื่องจากความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นของการออกแบบ งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลกระทบจากการปรับปรุงการออกแบบด้วยการประยุกต์ดีไซน์แพตเทิร์น (1) อะแดปเตอร์ดีไซน์แพตเทิร์น (2) บริดจ์ดีไซน์แพตเทิร์น (3) คอมโพสิตดีไซน์แพตเทิร์น และ (4) ฟะซาดดีไซน์แพตเทิร์น ที่มีต่อความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ดีไซน์แพตเทิร์นทั้งสี่ไม่ส่งผลต่อความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการออกแบบให้มีค่าลดลง เมื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในระดับคลาส พบว่า คลาสที่เรียกใช้งานกลุ่มคลาสในดีไซน์แพตเทิร์น มีความน่าจะเป็นของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงลดลง

จำนวนผลที่เหมาะสมที่สุดต่อพวงสำหรับองุ่นไร้เมล็ดพันธุ์แบล๊คโอปอล์

ปนิดา นาจันทัด
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำนวนผล/พวง ที่เหมาะสำหรับองุ่นไร้เมล็ดพันธุ์แบล๊ค โอปอล์ ที่ทำให้ได้องุ่นที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในเรื่องของ ขนาด น้ำหนัก สี และความหวาน โดยทำการเก็บข้อมูลจากองุ่นไร้เมล็ดพันธุ์แบล๊คโอปอล์ที่ไร่องุ่นพรมชน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเริ่มดำเนินการทดลองตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2553 – 20 มี.ค.2554 โดยใช้แผนแบบการทดลองสุ่มในบล็อคสมบูรณ์ โดยมีตัวแปรตามเป็นคุณภาพของผลองุ่น ได้แก่ ขนาด น้ำหนัก ความหวาน และสีของผลองุ่น มีจำนวนผล/พวง เป็นปัจจัยทดลองทั้งหมด 4 วิธีทดลอง ได้แก่ การปลิดผลองุ่นทิ้งโดยให้เหลือจำนวนผลไว้ 60, 70, 80 และ 90 ผล/พวง ตามลำดับ และมีลักษณะพื้นที่เพาะปลูกเป็นปัจจัยแบ่งบล็อค ซึ่งแบ่งเป็นแปลงที่ราบ และแปลงที่ดอน แล้วใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความแปรปรวนหาความสัมพันธ์ของจำนวนผล/พวง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อขนาด น้ำหนัก และความหวานขององุ่น ใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุเพื่อพยากรณ์จำนวนผลที่เหมาะสมที่สุดต่อคุณภาพในด้านดังกล่าว ใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบเรียงลำดับหาความสัมพันธ์ของจำนวนผล/พวง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อสี รวมถึงจำนวนผลที่เหมาะสมที่สุดต่อสีของผลองุ่น และจากการทดลองดังกล่าวพบว่า จำนวนผล/พวง ลักษณะพื้นที่เพาะปลูก และอิทธิพลร่วมระหว่างจำนวนผล/พวงและลักษณะพื้นที่เพาะปลูก มีความสัมพันธ์ต่อขนาด น้ำหนัก ความหวาน และสีของผลองุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยพบว่าในแปลงที่ราบ องุ่นจะให้ขนาด น้ำหนักและสี มากกว่าแปลงที่ดอน แต่พบว่าทั้ง 2 แปลงให้ความหวานไม่แตกต่างกัน และพบว่าจำนวนผลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองุ่นไร้เมล็ดพันธุ์แบล๊คโอปอล์ที่ทำให้ได้องุ่นที่มีคุณภาพดีมากที่สุด คือ 60 ผล/พวง และสามารถพยากรณ์ได้ว่า ขนาด น้ำหนัก สี และความหวานขององุ่นจะแปรผกผันกับจำนวนผล/พวง

การศึกษารูปแบบการสอนของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ระดับอุดมศึกษา

นิภากร ธาราภูมิ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสอนของผู้เชี่ยวชาญวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ในระดับอุดมศึกษา ใช้เทคนิคการวิจัยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จากอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันออก และประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตกในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ที่มีการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ครบทั้ง 3 วิชา ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เกี่ยวกับรูปแบบการสอนของผู้เชี่ยวชาญวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน 2) เนื้อหาการเรียนการสอน 3) วิธีดำเนินการเรียนการสอน 4) สื่อการเรียนการสอน และ 5) การวัดและประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ และสรุปหาฉันทามติเกี่ยวกับรูปแบบการสอนของผู้เชี่ยวชาญวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ผลการวิจัยพบว่า 1) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ เทคนิค วิธีการ แนวความคิด รูปแบบ ของงานศิลปะ ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่า ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น มีทักษะการค้นคว้า การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีหลักการ และเหตุผล 2) เนื้อหาการเรียนการสอน ควรครอบคลุมทั้งแหล่งกำเนิด รูปแบบ อิทธิพลการเชื่อมต่อของแต่ละยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยแหล่งข้อมูลที่ใช้สอนมาจาก เอกสารตำรา หนังสือ บทความทางวิชาการทั้งของไทย และต่างประเทศ การไปศึกษาจากสถานที่จริง 3) วิธีดำเนินการเรียนการสอน เป็นแบบบูรณาการ ทั้งการบรรยาย อภิปราย และศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดวิเคราะห์ และสรุปข้อมูลอย่างมีหลักการและเหตุผล และการไปศึกษายังสถานที่จริง ประกอบการบรรยาย 4) สื่อการเรียนการสอน ภาพประกอบการบรรยาย ภาพถ่ายจากสถานที่จริง เอกสาร ตำราวิชาการ...

การจัดการความขัดแย้งในอาเซียนกับการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคง

เหมือนฝัน แต่งตั้ง
การวิจัยครั้งนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพัฒนาการการจัดการความขัดแย้งในอาเซียน และ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลไกการจัดการความขัดแย้งกับการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน อันจะเป็นแนวทางในการพิจารณาแนวโน้มการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน จากการศึกษาพบว่า ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จนพัฒนาแนวคิดไปสู่การเป็นประชาคมการเมืองและความมั่นคง อาเซียนค่อยๆ พัฒนากลไกการจัดการความขัดแย้งให้มีลักษณะเป็นทางการและมีความชัดเจนมากขึ้น อันเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงในบริบทการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาค และโครงสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกเอง เมื่อพิจารณากรอบแนวคิดประชาคมความมั่นคงของ Amitav Acharya และจากแผนงานการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน ตลอดจนศึกษาแนวทางการจัดการความขัดแย้งขององค์การรัฐอเมริกัน พบว่า กลไกการจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นทางการและมีรายละเอียดชัดเจน มีความส าคัญต่อการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคง เพราะกลไกการจัดการความขัดแย้งจะช่วยจัดการข้อพิพาท และสร้างสันติภาพ อันเป็นเป้าหมายหลักของการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคง ส าหรับอาเซียนนั้น แม้กลไกการจัดการความขัดแย้งที่เป็นทางการจะยังไม่มีบทบาทในการจัดการความขัดแย้ง แต่ความร่วมมือทางความมั่นคงที่ผ่านมา และการให้ความส าคัญกับการพัฒนากลไกการจัดการความขัดแย้งให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจนการมุ่งมั่นพัฒนาความร่วมมือตามแผนงานการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคง ชี้ให้เห็นแนวโน้มว่า อาเซียนจะสามารถกระชับความร่วมมือไปสู่การเป็นประชาคมความมั่นคงได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะเป็นประชาคมการเมืองและความมั่นคงที่มีความแข็งแกร่ง สามารถน าความสงบสุข และสันติภาพมาสู่ประเทศสมาชิกอย่างแท้จริง อาเซียนจ าเป็นต้องพัฒนากลไกการจัดการความขัดแย้งให้มีแนวทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และประเทศสมาชิกจะต้องให้ความส าคัญกับการเลือกใช้กลไกภายในภูมิภาคดังกล่าว

แนวทางการสอนรายวิชาด้านสุนทรียศาสตร์ในบริบทของทัศนศิลป์และดนตรีสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี

มนธวัช จำปานิล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการสอนรายวิชาด้านสุนทรียศาสตร์ในบริบทของ ทัศนศิลป์ และดนตรีสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ในด้านจุดประสงค์ เนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ การสอน และการวัดผลประเมินผล งานวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านสุนทรียศาสตร์ซึ่งเป็นแกนหนึ่งในทฤษฎี การสอนศิลปศึกษา 4 แกนหรือ DBAE โดยเน้นสุนทรียศาสตร์ทางทัศนศิลป์และดนตรี ดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้างกับผู้สอนรายวิชาด้านสุนทรียศาสตร์ในบริบท ของทัศนศิลป์ และดนตรีในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐบาล เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 24 คน และใช้ แบบสอบถามชนิดประเมินค่า 5 ช่วงคะแนนกับนักศึกษาปริญญาตรีจำนวน 300 คน นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์ มาวิเคราะห์เนื้อหา และคำนวณหาค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อสรุปข้อมูล และอภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแนวทางการสอนรายวิชาด้านสุนทรียศาสตร์ในบริบทของทัศนศิลป์ และดนตรี 1) จุดประสงค์ ต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานของศิลปะแขนงต่างๆ โดยเน้นที่การรับรู้คุณค่าความงาม มีรสนิยมอันดี สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ ควรประชุมวางแผนร่วมกันของ ทีมผู้สอนเพื่อกำหนดทิศทางการสอน 2) เนื้อหาประกอบด้วยพื้นฐานของศิลปะ การบูรณาการประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ ควรบูรณาการศาสตร์ทั้ง 3 ด้านให้เป็นเนื้อเดียวกัน 3) กิจกรรมใช้แบบ บรรยายประกอบสื่อที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรง ข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ คือ ควรใช้วิธีการศึกษานอก สถานที่ การศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองและใช้การสอนเป็นทีมชุดเดียวกัน 4) สื่อการสอน ควรใช้สื่อพื้นฐานที่ทำ ให้เกิดสุนทรียภาพต่อผู้เรียนมากที่สุด และควรใช้สื่อการสอนซึ่งมีการบูรณาการทางสุนทรียภาพเนื้อหาที่ครบ ทั้ง 3 ด้าน ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ ควรมีการปรับปรุงตำราและสื่อการสอนให้ทันสมัย...

ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา

กุลธิดา กุลคง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยนำเข้า (องค์ประกอบ) และกระบวนการ (ขั้นตอน) ของระบบออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อสร้างระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา 3) เพื่อศึกษาผลการใช้ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 4) เพื่อนำเสนอระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียน และระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติทดสอบค่า (t-test) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นิสิตปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เรียนรายวิชา 2726337 การผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษาด้วยคอมพิวเตอร์ จำนวน 10 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาสื่อ ด้านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้านวรรณกรรมเด็ก และด้านความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 12 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์ฯ ที่พัฒนาขึ้น มีปัจจัยนำเข้า 7 ด้าน คือ 1) แรงจูงใจ 2) เป้าหมาย/วัตถุประสงค์การเรียน 3) เนื้อหา 4) ผู้เรียน 5) ผู้สอน 6) ผลผลิต และ 7) การประเมิน มีกระบวนการ 6 ขั้นตอน คือ 1) การเตรียมความพร้อมสำหรับการออกแบบ 2) การวิเคราะห์และพิจารณาตามบริบท 3) การออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์ 4) การสร้างและผลิตหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์ 5) การนำไปใช้จริง และ6)...

การพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองโดยใช้กระบวนการกลุ่มสนับสนุนซึ่งกันและกันที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กันยา สัตถาสาธุชนะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและทดลองใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองโดยใช้กระบวนการกลุ่มสนับสนุนซึ่งกันและกันที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 ด้าน คือ ด้านการอบรมเลี้ยงดู ด้านการติดต่อสื่อสาร และด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ ขั้นตอนในการพัฒนาโปรแกรมฯ มีดังนี้ ขั้นที่ 1 การสร้างโปรแกรมฯ ขั้นที่ 2 การทดลองใช้โปรแกรมฯ และขั้นที่ 3 การปรับปรุงโปรแกรมฯ ตัวอย่างประชากร คือ ผู้ปกครองของเด็กอายุ 3-5 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กเทศบาลนครนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 15 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 15 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองฯแบบสัมภาษณ์ฯ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองเกี่ยวกับการดำเนินการใช้โปรแกรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลังการทดลองใช้โปรแกรมฯ ผู้ปกครองกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก สูงกว่าผู้ปกครองกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ผู้ปกครองกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กสูงกว่า ก่อนการทดลองใช้โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผู้ปกครองกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการมีส่วนร่วมด้านการส่งเสริมการเรียนรู้มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการติดต่อสื่อสาร และด้านการอบรมเลี้ยงดูตามลำดับ 4) ผู้ปกครองที่เข้าร่วมโปรแกรมฯมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการดำเนินการใช้โปรแกรมฯอยู่ในระดับมาก ผลผลิตของการวิจัย ครั้งนี้ ได้แก่ คู่มือโปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองโดยใช้กระบวนการกลุ่มสนับสนุนซึ่งกันและกัน สื่อต้นแบบ ประกอบด้วย คู่มือพัฒนาการลูกรัก ใบความรู้พัฒนาการของเด็ก และแผ่นพับการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนกวดวิชาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม

เอกอมร เอี่ยมศิริรักษ์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมใช้วิธีการวิจัยเชิงปริ มาณตามด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนกวดวิชาตาม แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร 2. เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งโอกาส และภาวะคุกคามของ การบริหารโรงเรียนกวดวิชาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม 3. เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียน กวดวิชาเพือส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ประชากรคือโรงเรียนกวดวิชาที่จดทะเบียนจัดตั้งโรงเรียน กวดวิชาไว้กับสํานักงานคณะกรรมการส่ งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จํานวน 1,664 โรงทั่วประเทศ มีกลุ่มตัวอย่างจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น จํานวน 313 โรงเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคํานวณค่าดัชนี PNI[subscript Modified] แล้วนํามาจัดเรียงความต้องการจําเป็น เพื่อใช้ในการกําหนดร่างกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนกวดวิชาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่ อสังคม โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ SWOT Matrix Analysis และปรับแก้ ข้อมูลตามผลที่ได้จากจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ทรงคุณวุฒิ 15 ท่าน ผลการวิจัยพบว่ า 1. โดยภาพรวมโรงเรียนกวดวิชามีการบริหารงานตามแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับจริยธรรมและมีจุดเด่นที่เรื่องมนุษยชนด้วยการปฏิบัติที่ดีต่อบุคลากรภายในองค์กรผู้ใช้บริการ และแบ่งปันความรู้สู่ ชุมชน 2.โรงเรียนกวดวิชาจุดแข็งในเรื่องวิชาการ มีหลักสูตรที่ทันสมัย และการให้บริการที่ดี แต่ ยังมีจุดอ่อนในด้านการสร้างขวัญและกํ าลังใจให้แก่ ครูและพนักงานในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาควรนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้เป็นโอกาสในการแบ่งปันความรู้ และ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือต่างๆ เพื่อประสานพลังในการพัฒนาโรงเรียนกวดวิชา และ 3.กลยุทธ์ที่โรงเรียนกวดวิชาควรนําไปใช้ในการบริหารโรงเรียนกวดวิชาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรมี 4 กลยุทธ์หลัก โดยใช้ชื่อเรียกเป็น SCAN Strategy อันได้แก่ 1) กลยุทธ์ยกระดับมาตรฐานโรงเรียน กวดวิชา 2) กลยุทธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของโรงเรียนกวดวิชา 3) กลยุทธ์สนับสนุนกิจกรรม วิชาการและส่งเสริมกิ...

การดัดแปรพื้นผิวโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทยด้วยเจลาตินและไคโตโอลิโกแซคคาไรด์

ถนอม วงศ์พุทธรักษา
ศึกษาผลการคอนจูเกตสารผสมของเจลาตินและไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ในโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทย ที่มีต่อสมบัติทางกายภาพและชีวภาพของโครงเลี้ยงเซลล์ในระดับห้องปฏิบัติการ โดยกำหนดอัตราส่วนผสมโดยน้ำหนักของเจลาตินต่อไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ คือ 100/0, 90/10, 80/20 และ 70/30 และใช้สารละลายกลูตารัลดีไฮด์ในการเชื่อมขวาง จากผลการศึกษาพบว่า โครงสร้างสัณฐานของโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทยที่ถูกเตรียมด้วยวิธีการกำจัดเกลือออก มีพื้นผิวเรียบ และมีรูพรุนเชื่อมต่อกัน เมื่อนำโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทยมาคอนจูเกตด้วยสารผสมเจลาตินและไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ โดยใช้ความเข้มข้นของสารละลายกลูตารัลดีไฮด์ 0.05, 0.1, 0.15 และ 0.2% โดยปริมาตร พบว่า เมื่อใช้ความเข้มข้นของสารละลายกลูตารัลดีไฮด์ 0.1% สารผสมเจลาตินและไคโตโอลิโกแซคคาไรด์จะถูกคอนจูเกตเข้าไปในโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทย ประมาณ 28%-29% ทำให้ค่าความหนานแน่นและค่ามอดูลัสของการกดของโครงเลี้ยงเซลล์เพิ่มขึ้น แต่ค่าความพรุนลดน้อยลง ผลการเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดไขกระดูกของหนูในโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทย ที่คอนจูเกตด้วยเจลาตินและไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ในระดับห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่ออัตราส่วนไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ใช้ในการคอนจูเกตในโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทยมากขึ้น ส่งผลให้เซลล์ต้นกำเนิดไขกระดูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นกระดูกได้ดีขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากปริมาณแอลคาไลน์ฟอสฟาเตส ปริมาณแคลเซียม และลักษณะของเซลล์ภายหลังการเพาะเลี้ยงเซลล์ในโครงเลี้ยงเซลล์ ผลการศึกษาสรุปได้ว่า สารผสมเจลาตินและไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ถูกคอนจูเกตภายในรูพรุนของโครงเลี้ยงเซลล์ไฟโบรอินไหมไทย สามารถช่วยกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดไขกระดูกของหนูเปลี่ยนแปลงไปเป็นกระดูกได้ดี โดยเฉพาะที่อัตราส่วนผสมโดยน้ำหนักของเจลาตินต่อไคโตโอลิโกแซคคาไรด์เป็น 70 ต่อ 30

การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ของชุมชนเมือง กรณีศึกษาชุมชนใต้จุดตัดทางด่วนศรีรัชและทางด่วนเฉลิมมหานคร

มณฑล เยี่ยมไพศาล
ศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ของชุมชนเมืองใต้จุดตัดทางด่วนศรีรัชและทางด่วนเฉลิมมหานคร โดยเน้นประเด็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร รูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและพื้นที่ว่าง ตามพัฒนาการการขยายตัวของชุมชน เพื่อนำไปสู่การระบุศักยภาพ ปัญหา ตลอดจนแนวโน้มด้านต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ที่สัมพันธ์กับบทบาททางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาชุมชนเมืองต่อไป จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ของชุมชนเมืองใต้จุดตัดทางด่วนศรีรัช และทางด่วนเฉลิมมหานครจากอดีตถึงปัจจุบัน ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญผ่าน 3 ช่วงเวลาที่สอดคล้องกับจุดเปลี่ยนสำคัญคือสิ่งกีดขวางเมือง ในลักษณะของโครงสร้างทางด่วนที่พาดผ่านเข้าสู่ชุมชนผลการศึกษาพบว่า ในช่วงที่โครงสร้างของทางด่วนเสร็จใหม่พาดผ่านชุมชน ส่งผลให้ชุมชนมีการหยุดชะงักของพัฒนาการ แม้ศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่โดยรวมจะเพิ่มสูง แต่โครงข่ายการสัญจรใหม่ใต้ด่วนนั้นไม่เชื่อมต่ออย่างเหมาะสมกับ โครงข่ายการสัญจรเดิมของชุมชน ส่งผลไปถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารของย่านที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมชุมชนที่ซบเซาลง จนเมื่อชุมชนมีการปรับตัวเข้ากับโครงสร้างของทางด่วนในยุคปัจจุบัน ด้วยปัจจัยจากพื้นที่ทำเลศูนย์กลางเมืองและโครงข่ายคมนาคมโดยรอบพื้นที่สานกันอย่างเป็นระบบ สภาพชุมชนโดยรวมมีพัฒนาการดีขึ้น มีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายการสัญจรหลักของชุมชนเดิมเข้ากับทางสัญจรใหม่ใต้ทางด่วน ทั้งการฟื้นตัวของย่านพาณิชกรรมและย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่าขึ้น ยกเว้นพื้นที่ชุมชนบางส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบจากลักษณะทางกายภาพของทางด่วนโดยตรง ที่มีแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่เสื่อมโทรมลง ไม่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ชุมชนเมือง

ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการ ประสิทธิภาพ และพฤติกรรมทางการเงินของบริษัท ต่อผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย

จุฑาทิพย์ สุรวัฒนบูรณ์
วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการ ประสิทธิภาพ และพฤติกรรมทางการเงินที่มีต่อผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย โดยผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเป็นข้อมูลรายปีของบริษัทประกันวินาศภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระหว่างปี พ.ศ. 2548-2549 และ 2551-2552 เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าวข้างต้น การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธี Data Envelopment Analysis (DEA) เพื่อคำนวณประสิทธิภาพ และใช้สมการถดถอยพหุเชิงเส้นเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการ ประสิทธิภาพ และพฤติกรรมทางการเงินที่มีต่อผลการดำเนินงาน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง สัดส่วนกรรมการอิสระ ประสิทธิภาพทางเทคนิค และอัตรากำไรสุทธิมีผลกระทบเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นคือ ถ้าสัดส่วนกรรมการอิสระ ประสิทธิภาพทางเทคนิค และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกลับมีผลกระทบเชิงลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นคือ ถ้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น

การประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าที่เหมาะสมแบบฝูงอนุภาคสำหรับปัญหาการจัดลำดับการผลิตที่มีหลายวัตถุประสงค์บนสายการประกอบผลิตภัณฑ์ผสมแบบสองด้าน

กรรณ จิตเมตตา
สายการประกอบผลิตภัณฑ์ผสมแบบสองด้านถูกออกแบบมาเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และมีขนาดใหญ่ ในการใช้งานสายการประกอบดังกล่าว จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับการจัดลำดับการผลิต เพื่อทำให้สายการประกอบสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ทว่าปัญหาการจัดลำดับสำหรับสายการประกอบดังกล่าวนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท NP-Hard ทำให้การค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนออัลกอริทึมที่มีชื่อว่า วิธีการหาค่าที่เหมาะสมแบบฝูงอนุภาคโดยใช้ความรู้เชิงลบ (Particle Swarm Optimization with Negative Knowledge : PSONK) เพื่อประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจะพิจารณาฟังก์ชันวัตถุประสงค์ 2 ฟังก์ชัน ไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายการปรับตั้งเครื่องจักรน้อยที่สุด และปริมาณงานที่ทำไม่เสร็จน้อยที่สุด โดยจะเทียบประสิทธิภาพของ PSONK กับอัลกอริทึมที่ได้รับการยอมรับทั่วไปว่ามีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ COMSOAL NSGA-II DPSO และ BBO ผลการเปรียบเทียบพบว่า PSONK สามารถค้นหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว โดยคำตอบที่ค้นพบยังใกล้เคียงกับกลุ่มคำตอบที่แท้จริงมากที่สุด ทั้งในด้านการลู่เข้าสู่กลุ่มคำตอบที่แท้จริงและอัตราส่วนของจำนวนกลุ่มคำตอบที่ค้นพบเทียบเท่ากลุ่มคำตอบที่แท้จริง ดังนั้น PSONK จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมสำหรับใช้แก้ปัญหาในงานวิจัยนี้มากกว่าอัลกอริทึมอื่น

แรงกระตุ้นทางการคลังของ 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ญาดา รอดสำราญ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายรายได้และรายจ่าย และศึกษาผลกระทบของนโยบายรายได้และรายจ่าย ด้วยวิธีการวัดแรงกระตุ้นทางการคลัง ของ 4ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยอาศัยวิธีการศึกษาเชิงสถิติพรรณาและใช้แบบจำลองที่ดัดแปลงมาจากการวิเคราะห์ของ The German Council of Economic Expert :GCEE ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งใช้ข้อมูลทุติยภูมิรายปี ตั้งแต่ ปี 1987-2009 ผลการศึกษาในส่วนแรก พบว่า ทั้ง 4 ประเทศมีโครงสร้างทางการคลังแบบต่อต้านวัฎจักรเศรษฐกิจ แต่ในบางกรณีที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลัง เนื่องจากมีความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติโครงการ และความเสี่ยงจากการรั่วไหล โครงสร้างทางการคลังจึงมีลักษณะผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ส่วนผลการศึกษาในส่วนที่สอง พบว่า ช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1997 (ปี 1987-1996) เศรษฐกิจในแต่ละประเทศขยายตัวในระดับสูง ทำให้ค่าแรงกระตุ้นทางการคลังโดยเฉลี่ยมีค่าเป็นลบ ยกเว้น อินโดนีเซียที่มีเป็นบวก ต่อมา ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ปี 1997 ค่าแรงกระตุ้นทางการคลังใน ปี 1998 ของไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์มีค่าเป็นบวก ในขณะที่ อินโดนีเซียมีค่าเป็นลบ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศต่างๆจำเป็นต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในขณะที่อินโดนีเซียประสบกับปัญหาหนี้สาธารณะทำให้ต้องตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐอเมริกา พบว่า ในปี 2009 ไทยมีค่าแรงกระตุ้นทางการคลังสูงสุด อันเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากงบไทยเข้มแข็ง รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ตามลำดับ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ เน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ ส่วนมาเลเซียและอินโดนีเซียมีค่าแรงกระตุ้นทางการคลังใกล้เคียงกัน...

การลดของเสียในกระบวนการพิมพ์พลาสติกโดยแนวทางซิกซ์ ซิกมา

วิทยา เจนจิวัฒนกุล
ในงานวิจัยนี้จะดำเนินการตามขั้นตอนตามระยะการทำงาน 5 ระยะ ดังนี้ 1) ระยะการนิยามปัญหา ทำการหาปัญหาของโรงงานกรณีศึกษา ซึ่งจะพบว่ากระบวนการพิมพ์พลาสติกเป็นภาคส่วนที่มีปริมาณของเสียสูงที่สุด มีจำนวนของเสียถึง 41,759 กิโลกรัม จากยอดการผลิต 357,486 กิโลกรัมในปี 2552 หรือคิดเป็น 11.68% 2) ระยะตรวจวัด จะเริ่มด้วยการทำการตรวจสอบระบบการวัดซึ่งได้ผลการตรวจสอบผ่านเกณฑ์การยอมรับ จากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัญหาด้วยแผนภูมิก้างปลาจนได้ปัจจัยมา 20 ปัจจัย ทำการคัดกรองปัจจัยต่างๆ ด้วย Cause & Effect Matrix หลังจากนั้นนำไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิค FMEA ทำให้เหลือปัจจัยอยู่ 3 ปัจจัย 3) ระยะของการวิเคราะห์ปัญหา ทำการวิเคราะห์ปัจจัยทั้ง 3 ด้วยวิธีการทางสถิติ ทำให้สรุปได้ว่า ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการเกิดของเสียอย่างแท้จริง 4)ระยะการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการ ใช้วิธีการออกแบบการทดลองแบบแฟคทอเรียล ทำการทดลองซ้ำ 2 ครั้ง ทำให้ได้ค่าที่เหมาะสมของแต่ละปัจจัย 5) ระยะการควบคุมกระบวนการ จะสร้างแนวทางในการควบคุมให้ปริมาณของเสียหลังการปรับปรุงอยู่ในระดับต่ำ หลังจากการปรับปรุงได้ทำการทดสอบกระบวนการเพื่อเปรียบเทียบก่อนปรับปรุงและหลังการปรับปรุง จะพบว่าภายหลังการปรับปรุงส่งผลให้เปอร์เซ็นต์ของเสียลดลงเหลือ 1.53% เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์ของเสียก่อนปรับปรุงซึ่งมีปริมาณ 11.68% เท่ากับว่าสามารถลดปริมาณของเสียได้ถึง 86.90%

นโยบายการทิ้งกลุ่มข้อมูลสำหรับเครือข่ายไร้สายแบบแอดฮอกบนยานพาหนะ

วิภาวี วิริยพงษ์สุกิจ
การสื่อสารบนเครือข่ายไร้สายแบบแอดฮอกบนยานพาหนะเป็นการสื่อสารที่ได้รับความสนใจสูง เนื่องจากเป็นการสื่อสารที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง การเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งส่งผลให้การรับ-ส่งข้อมูลนั้นได้รับผลกระทบจากการเชื่อมต่อเป็นช่วงๆ และเกิดความความล่าช้า ดังนั้นโพรโทคอลส่วนใหญ่ได้นำวิธีการทำงานแบบ Store-and-Forward มาใช้ เพื่อช่วยให้การทำงานของโพรโทคอลมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามงานวิจัยส่วนใหญ่ให้ความสนใจในเรื่องของการหาเส้นทางในการรับ-ส่งข้อมูลเป็นส่วนมาก แต่ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ การจัดการบัฟเฟอร์ เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากที่ถูกรับ-ส่งอยู่บนเครือข่าย และในความเป็นจริงขนาดบัฟเฟอร์ของโหนดย่อมมีอย่างจำกัด หากบัฟเฟอร์ของโหนดเต็ม จะมีวิธีจัดการกับข้อมูลที่อยู่ในบัฟเฟอร์นั้นได้อย่างไร เพื่อให้การรับ-ส่งข้อมูลยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการออกแบบนโยบายการทิ้งกลุ่มข้อมูลที่ใช้ข้อมูลความหนาแน่น (จำนวนโหนดเพื่อนบ้าน) มาประมาณค่าสำเนาของกลุ่มข้อมูลที่เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีที่บัฟเฟอร์ของโหนดเต็ม ก็จะพิจารณาทิ้งกลุ่มข้อมูลที่มีค่าสำเนามากที่สุด เนื่องจากสำเนาของกลุ่มข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดนั้นสะท้อนถึงจำนวนของกลุ่มข้อมูลที่ถูกแพร่ไปในระบบเป็นจำนวนมาก โอกาสที่ข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปถึงโหนดปลายทางแล้ว หรือมีโหนดอื่นที่ยังเก็บกลุ่มข้อมูลนั้นไว้ก็มีสูงเช่นกัน จากผลการทดลองนโยบายการทิ้งกลุ่มข้อมูลที่นำเสนอให้ค่าความเชื่อถือได้สูงกว่านโยบายอื่นๆ อีกทั้งยังมีการกระจายตัวของกลุ่มข้อมูลที่เหลืออยู่ในระบบที่ใกล้เคียงกันในทุกกลุ่มข้อมูล และสามารถนำมาปรับใช้ได้กับโพรโทคอลที่มีพื้นฐานการทำงานแบบ Store-and-Forward สำหรับเครือข่ายไร้สายแบบแอดฮอกบนยานพาหนะ

Registration Year

  • 2014
    14,640
  • 2015
    30,620
  • 2016
    28,656
  • 2017
    28,761
  • 2018
    20,559
  • 2019
    14,690

Resource Types

  • Dataset
    137,936

Data Centers

  • NRCT Data Center
    137,936